รีเซต

รอยโรคคืออะไร ถอดรหัสรอยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ผู้หญิงยุคใหม่ต้องรู้ก่อนสาย

รอยโรคคืออะไร ถอดรหัสรอยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ผู้หญิงยุคใหม่ต้องรู้ก่อนสาย
PookieChan
21 สิงหาคม 2569 ( 16:11 )
7

      นอกจากสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่าง รอยสิว ริ้วรอยต่างๆ แล้ว ยังมีมี “รอยโรค” อีกประเภทหนึ่งที่มองไม่เห็นจากกระจก และอาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นคือ รอยโรคที่เกิดขึ้นในหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิตโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

     อาจฟังดูน่ากลัว แต่หากเข้าใจว่า รอยโรคคืออะไร เกิดจากอะไร และมีวิธีลดความเสี่ยงอย่างไร ก็จะช่วยให้เราดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ

 

 

รอยโรค คืออะไร


      ในทางการแพทย์ คำว่า รอยโรค หรือ Lesion เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกบริเวณของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่มีความผิดปกติจากภาวะปกติ ดังนั้นรอยโรคจึงไม่ได้หมายถึง “แผล” อย่างเดียว และไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป

      ถ้าพูดถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด รอยโรคอาจหมายถึงความผิดปกติหลายรูปแบบ เช่น คราบไขมันในผนังหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ การสะสมของแคลเซียม การอักเสบของผนังหลอดเลือด หรือหลอดเลือดโป่งพอง เป็นต้นค่ะ

 

      หนึ่งในรอยโรคที่พบและพูดถึงกันมากคือ คราบพลัคจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเกิดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่นๆ ภายในผนังหลอดเลือด เมื่อสะสมมากขึ้น หลอดเลือดอาจแคบและแข็งขึ้น ทำให้เลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก ที่สำคัญคือคราบพลัคบางชนิดอาจแตกและกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือด จนนำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย

 

ทำไมโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงเป็น ภัยเงียบ


      เหตุผลที่โรคหลอดเลือดน่ากังวลคือ ในระยะแรก ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งอาจแทบไม่มีอาการเลย บางคนใช้ชีวิตตามปกติเป็นเวลาหลายปี ก่อนเริ่มมีอาการเมื่อการไหลเวียนเลือดได้รับผลกระทบมากขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นอย่างกะทันหัน

     ดังนั้นอย่ารอให้มีอาการเจ็บหน้าอกแล้วค่อยเริ่มสนใจสุขภาพหัวใจนะคะ เพราะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน การไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย และประวัติครอบครัว ล้วนสามารถเพิ่มความเสี่ยงได้ทั้งนั้น

 

ผู้หญิงก็เสี่ยงโรคหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน


      ความเชื่อเดิมๆ ว่า โรคหัวใจเป็นโรคของผู้ชาย ควรเลิกเชื่อได้แล้วค่ะ เพราะผู้หญิงสามารถเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน

      โดยเฉพาะช่วง วัยใกล้หมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด ไขมันบริเวณช่องท้อง และสุขภาพของหลอดเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่สูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจึงเป็นอีกช่วงสำคัญที่ควรกลับมาเช็กสุขภาพหัวใจอย่างจริงจัง

      นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่ควรแจ้งแพทย์ เช่น เคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือหมดประจำเดือนก่อนวัย เพราะประวัติเหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้

 

สัญญาณเตือน รอยโรค ที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม


      อาการที่พบบ่อยที่สุดของภาวะหัวใจขาดเลือดทั้งในผู้หญิงและผู้ชายคือ เจ็บ แน่น บีบ หรืออึดอัดบริเวณหน้าอก แต่อาการอื่นที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในผู้หญิง ได้แก่ หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง ไหล่ แขน คอ หรือกราม เหงื่อเย็น หน้ามืด รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้

      หากเกิดอาการเหล่านี้อย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีหลายอาการร่วมกัน อย่าขับรถไปโรงพยาบาลเองหรือรอดูอาการนานๆ ควรเรียกบริการการแพทย์ฉุกเฉินทันที

 

จำ “B.E. F.A.S.T.” ให้ขึ้นใจ เพราะโรคหลอดเลือดสมองแข่งกับเวลา


      โรคหลอดเลือดสมองก็เป็นอีกภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือด และต้องรักษาอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตอาการได้ด้วยหลัก B.E. F.A.S.T.

  • B – Balance อยู่ๆ เดินเซ เสียการทรงตัว หรือการประสานงานของร่างกายผิดปกติ
  • E – Eyes มองเห็นผิดปกติเฉียบพลัน ตาพร่า เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น
  • F – Face หน้าเบี้ยวหรือมุมปากตกข้างหนึ่ง
  • A – Arm แขนหรือขาข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชา
  • S – Speech พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังคำพูดไม่เข้าใจ
  • T – Time รีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที และจำเวลาที่เริ่มมีอาการให้ได้


      ยาละลายลิ่มเลือดสำหรับโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดอาจใช้ได้ภายในประมาณ 4.5 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าควรรอให้ใกล้ครบเวลา เพราะยิ่งรักษาเร็ว โอกาสรักษาเนื้อสมองไว้ได้ยิ่งมากขึ้น และผู้ป่วยบางกลุ่มยังอาจมีทางเลือกในการรักษาอื่นตามการประเมินของแพทย์

 

 

เช็กใบหู Frank’s sign คืออะไร

      Frank’s sign คือ รอยพับเฉียงที่ติ่งหู (Diagonal Earlobe Crease) โดยรอยจะพาดจากบริเวณหน้ารูหูลงไปทางขอบล่างของติ่งหู มักทำมุมประมาณ 45 องศา

      รอยนี้ถูกเรียกว่า Frank’s sign หลังจากมีการสังเกตว่าอาจพบร่วมกับ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) ได้บ่อยกว่าคนที่ไม่มีรอยพับ โดยเฉพาะถ้ามีรอยชัดทั้งสองข้างค่ะ

      แต่ประเด็นสำคัญคือ Frank’s sign ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรคหัวใจ และไม่ได้หมายความว่า มีรอยพับติ่งหู เท่ากับ หลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะรอยพับติ่งหูสัมพันธ์กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะ อายุ และอาจพบในคนที่ไม่มีโรคหัวใจได้เช่นกันค่ะ

      ดังนั้นถ้ามี Frank’s sign สิ่งที่เหมาะกว่าการตกใจคือดู ความเสี่ยงโดยรวม เช่น ความดันโลหิต LDL/HDL น้ำตาลในเลือด การสูบบุหรี่ น้ำหนักรอบเอว ประวัติครอบครัว และอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือหายใจไม่อิ่ม

 

4 วิธีดูแลหลอดเลือด ไม่ต้องรอให้เจอรอยโรคก่อน


1. ปรับอาหารให้ดีต่อหัวใจ

       ไม่จำเป็นต้องกินคลีนทุกมื้อ แต่ควรเพิ่มผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และอาหารที่มีใยอาหาร เลือกไขมันไม่อิ่มตัวจากอาหารธรรมชาติให้มากขึ้น พร้อมกับลดอาหารแปรรูปสูง ไขมันทรานส์ น้ำตาลเติมเพิ่ม และอาหารที่มีโซเดียมสูง


2. ขยับร่างกายให้สม่ำเสมอ

      การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้น หรือกิจกรรมคาร์ดิโออื่นๆ เป็นวิธีดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการออกกำลังหนัก หากไม่ได้ออกกำลังกายมานาน เริ่มจากการเดินวันละ 10–15 นาที แล้วค่อยเพิ่มเวลาและความหนักก็ยังดีกว่ารอวันที่พร้อมที่สุดแล้วไม่ได้เริ่มค่ะ


3. ตรวจร่างกายทุกปี

      ผู้หญิงควรรู้ค่าพื้นฐานอย่าง ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL และ HDL รวมถึงไตรกลีเซอไรด์ เพราะความผิดปกติหลายอย่างไม่มีอาการ แต่สามารถทำร้ายหลอดเลือดได้เป็นเวลานานเลยทีเดียว

 

4. ตรวจหัวใจให้เหมาะกับความเสี่ยง ไม่ใช่ตรวจทุกอย่างเพราะกลัว

      หลายคนอาจเคยได้ยินการตรวจ Coronary Artery Calcium Score หรือ CAC Score ซึ่งเป็น CT ที่ใช้วัดปริมาณแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ และสามารถช่วยประเมินภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่ยังไม่แสดงอาการได้

      แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจนี้เป็นประจำ แนวทาง ACC/AHA ปี 2026 แนะนำให้พิจารณา CAC แบบเฉพาะรายค่ะ โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุประมาณ 45 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจระดับก้ำกึ่งถึงปานกลาง และยังไม่แน่ชัดว่าควรเริ่มการรักษาลดไขมันหรือไม่ การตรวจจึงควรเกิดหลังจากประเมินปัจจัยเสี่ยงร่วมกับแพทย์ มากกว่าการตรวจเพื่อคัดกรองทุกคนมากกว่า

 

      อย่างไรก็ตาม รอยโรคอาจไม่ได้น่ากลัวที่สุด การไม่รู้ความเสี่ยงของตัวเองต่างหากที่น่ากลัวกว่า

      เราอาจมองไม่เห็นคราบไขมันที่กำลังก่อตัวอยู่ในหลอดเลือด และอาจไม่รู้สึกอะไรในระยะแรก แต่สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือรู้ค่าความดัน น้ำตาล และไขมันของตัวเอง เคลื่อนไหวให้มากขึ้น เลือกอาหารให้ดีขึ้น งดบุหรี่ และไม่ละเลยอาการผิดปกติของหัวใจหรือสมอง เพราะสำหรับสุขภาพหัวใจ การป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอาการนั่นเองค่ะ

 

บทความที่คุณอาจสนใจ

ยอดนิยมในตอนนี้

สิทธิประโยชน์แนะนำ

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
สัมผัสโลกไร้ขีดจำกัดกับทรูไอดี