รีเซต

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน เกิดจากอะไร อาการ วิธีรักษา และวิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรง

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน เกิดจากอะไร อาการ วิธีรักษา และวิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรง
BeauMonde
24 สิงหาคม 2569 ( 09:40 )
2

     โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการตีบหรืออุดตัน จนเลือดไหลผ่านไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หลายคนอาจสงสัยว่า โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันเกิดจากอะไร โดยสาเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งค่อย ๆ ทำให้หลอดเลือดแคบลง และหากคราบไขมันแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันอย่างรวดเร็ว ก็อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือหัวใจวายได้

     สำหรับ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีอาการอย่างไร อาการที่พบได้บ่อยคือ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก รู้สึกหนักหรือเหมือนมีอะไรมากดทับ โดยเฉพาะขณะออกแรงหรือมีความเครียด รวมถึงเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม และอาจมีอาการเจ็บร้าวไปบริเวณแขน ไหล่ หลัง คอ ขากรรไกร หรือลิ้นปี่ อย่างไรก็ตาม อาการของผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นเบาหวานอาจไม่ชัดเจน และบางรายอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย ดังนั้นการรู้จัก อาการโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันในระยะแรก และปัจจัยเสี่ยงจึงมีความสำคัญต่อการเข้ารับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

 

 

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน คืออะไร?

     โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือ Coronary Artery Disease (CAD) เกิดจากหลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบแคบลงหรืออุดตัน ส่งผลให้หัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอกับความต้องการ

     ในระยะแรกหลอดเลือดอาจค่อย ๆ ตีบโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว แต่เมื่อหลอดเลือดแคบมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น เดินเร็ว ออกกำลังกาย ขึ้นบันได หรือมีความเครียด

     สิ่งที่ต้องระวังคือ หากคราบไขมันที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือดเกิดการแตกตัว ร่างกายสามารถสร้างลิ่มเลือดขึ้นมาบริเวณดังกล่าวและทำให้หลอดเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลันได้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของกลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

 

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันเกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันคือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเกิดจากคราบไขมันหรือพลัคสะสมอยู่ภายในผนังหลอดเลือด โดยมีคอเลสเตอรอล ไขมัน และสารต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบ

เมื่อเวลาผ่านไป คราบไขมันอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นจนทำให้ช่องทางเดินเลือดแคบลง เลือดจึงไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลง

นอกจากนี้ คราบไขมันบางชนิดสามารถแตกออกได้ และกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดหัวใจ ก็อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจหยุดชะงักและเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้

 

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

     ไม่ได้มีเพียงไขมันในเลือดสูงเท่านั้นที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่มีหลายปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้ ได้แก่

  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมัน
  • ความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้ผนังหลอดเลือดได้รับแรงกดดันต่อเนื่อง
  • เบาหวานหรือน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่
  • น้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • รับประทานอาหารที่มี ไขมันอิ่มตัว น้ำตาล อาหารแปรรูป หรือแป้งขัดสีในปริมาณมาก
  • อายุเพิ่มขึ้น
  • มี ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

     การควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยแนวทางการดูแลโรคหลอดเลือดหัวใจให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การเคลื่อนไหวร่างกาย การไม่สูบบุหรี่ และการควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต และไขมันในเลือด

 

อาการโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน มีอะไรบ้าง?

     อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแตกต่างกันไปในแต่ละคน และบางคนอาจไม่มีอาการจนกว่าหลอดเลือดจะตีบมากหรือเกิดภาวะเฉียบพลัน

1. เจ็บหรือแน่นหน้าอก

     อาการที่พบบ่อยคือรู้สึก เจ็บ แน่น หนัก บีบ หรือกดทับบริเวณกลางหน้าอก โดยมักเกิดในช่วงที่ออกแรง ออกกำลังกาย หรือมีความเครียด และอาจดีขึ้นเมื่อหยุดพัก

2. เจ็บร้าวไปส่วนอื่นของร่างกาย

     อาการเจ็บอาจไม่ได้อยู่เฉพาะหน้าอก แต่อาจร้าวไปที่

  • แขนซ้ายหรือแขนทั้งสองข้าง
  • ไหล่
  • หลัง
  • คอ
  • ขากรรไกร
  • บริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบน

     อาการเจ็บบริเวณไหล่ แขน คอ หลัง ขากรรไกร หรือท้องส่วนบนร่วมกับหายใจไม่อิ่ม ก็สามารถเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างชัดเจนเสมอไป

3. เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่ม

     บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ หายใจไม่เต็มปอด หรือเหนื่อยมากกว่าปกติเมื่อเดินหรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ

4. อ่อนเพลีย เหงื่อออก คลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะ

     อาการอื่นที่อาจพบร่วมกัน ได้แก่ อ่อนเพลียผิดปกติ เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือรู้สึกหน้ามืด โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับอาการแน่นหรือไม่สบายหน้าอก

     บางรายอาจไม่ได้มีอาการเจ็บหน้าอกแบบชัดเจน แต่มีอาการเหนื่อยผิดปกติ อ่อนแรง คลื่นไส้ ปวดหลังส่วนบน หรือรู้สึกไม่สบายท้องแทนได้ จึงไม่ควรมองข้ามอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเกิดร่วมกับอาการอื่นที่ผิดปกติ

 

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันอันตรายแค่ไหน?

     ความรุนแรงขึ้นอยู่กับตำแหน่ง จำนวนหลอดเลือด และระดับการตีบ รวมถึงว่ามีภาวะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอหรือไม่

     หากหลอดเลือดตีบมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหน้าอกเมื่อออกแรง แต่ถ้าเกิดการแตกของคราบไขมันและมีลิ่มเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน อาจทำให้เกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

     ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับหน้าอกหรือสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขว่า “หลอดเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์” แล้วตัดสินความรุนแรงด้วยตัวเอง เพราะแพทย์จะต้องพิจารณาข้อมูลหลายด้านร่วมกัน

 

เมื่อมีอาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?

     หากมีอาการ เจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง ต่อเนื่องประมาณ 5–10 นาที หรือเป็นอาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะถ้ามีอาการร่วม เช่น

  • หายใจลำบากหรือหอบ
  • เหงื่อออกมาก ตัวเย็น
  • หน้ามืดหรือหมดสติ
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • เจ็บร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ หรือขากรรไกร

     ควรถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการประเมินโดยเร็ว เพราะอาจเป็นกลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน

     ในประเทศไทยให้โทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง โดยหมายเลข 1669 เป็นหมายเลขสำหรับการแพทย์ฉุกเฉินของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

     ส่วนเรื่องการรับประทานแอสไพริน ไม่ควรตัดสินใจรับประทานเองโดยไม่ทราบว่ามีข้อห้ามหรือความเสี่ยงเลือดออกหรือไม่ ควรทำตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉิน

 

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตรวจอย่างไร?

     แพทย์จะประเมินจากประวัติ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจต่าง ๆ ร่วมกัน โดยการตรวจที่อาจนำมาใช้ ได้แก่

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

     ช่วยประเมินการทำงานทางไฟฟ้าของหัวใจ และเป็นการตรวจสำคัญเมื่อสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ตรวจเลือด

     ในกรณีสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน แพทย์อาจตรวจสารบ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น cardiac troponin เพื่อช่วยประกอบการวินิจฉัย

ตรวจสมรรถภาพหัวใจ

     ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาการทดสอบขณะออกกำลังกายหรือการตรวจภาพหัวใจ เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจและภาวะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

CT หลอดเลือดหัวใจ

     การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ หรือ Coronary CT Angiography (CCTA) สามารถใช้ประเมินหลอดเลือดหัวใจและคราบไขมันในผู้ป่วยที่เหมาะสมได้

ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ

     เป็นการตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยใช้สายสวนและสารทึบรังสี เพื่อดูตำแหน่งและลักษณะของหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตัน และช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้

     ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการเจ็บหน้าอกจะต้องตรวจทุกวิธี แพทย์จะเลือกการตรวจให้เหมาะกับอาการ ความเสี่ยง และสภาพร่างกายของแต่ละคน

 

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันรักษาอย่างไร?

     วิธีรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบ จำนวนหลอดเลือด อาการ รวมถึงโรคประจำตัวและความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยแนวทางการรักษาอาจประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม การใช้ยา การขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัด

1. ปรับพฤติกรรมและควบคุมปัจจัยเสี่ยง

     สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยสามารถทำร่วมกับการรักษาคือ

  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ
  • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และโซเดียมสูง
  • เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม
  • ออกกำลังกายตามระดับที่แพทย์แนะนำ
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ควบคุมไขมันในเลือด

     การปรับพฤติกรรมเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะยาว

2. การใช้ยา

     แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง ลดอาการ และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • ยาลดไขมัน โดยเฉพาะกลุ่ม statin
  • ยาต้านเกล็ดเลือดในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้
  • ยาควบคุมความดันโลหิต
  • ยาที่ช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจ
  • ยาสำหรับบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกตามความเหมาะสม

     ไม่ควรซื้อยา รับประทานยาเพิ่ม หรือหยุดยาเอง โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดและยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เพราะการใช้ยาจะต้องพิจารณาความเสี่ยงและโรคประจำตัวของแต่ละคน

3. ขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวด

     ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจใช้วิธีสวนหัวใจเข้าไปยังหลอดเลือดที่ตีบ จากนั้นใช้บอลลูนเพื่อเปิดบริเวณที่ตีบ และอาจใส่ ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Stent) เพื่อช่วยให้เลือดไหลผ่านได้ดีขึ้น

     อย่างไรก็ตาม การทำบอลลูนหรือใส่ขดลวดไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากลักษณะของหลอดเลือดและภาพรวมของโรคเป็นหลัก

4. ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ

     การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือ CABG เป็นการนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาสร้างทางเดินใหม่ เพื่อให้เลือดสามารถไหลผ่านบริเวณที่ตีบหรืออุดตันไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

     วิธีนี้อาจเหมาะกับผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีหลอดเลือดตีบหลายเส้นหรือตีบบริเวณสำคัญ โดยการเลือกว่าจะทำบอลลูน ใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาส ต้องให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล

 

ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้อย่างไร?

     แม้ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุและประวัติครอบครัวจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่สามารถดูแลได้

     เริ่มจากการ ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือด รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยระดับการออกกำลังกายควรเหมาะกับสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละคน

     สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง การควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องและรับประทานยาตามแพทย์สั่งก็มีความสำคัญ เพราะโรคเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

สรุปโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน

     โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันเกิดจากอะไร? สาเหตุสำคัญคือการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบแคบลง และในบางกรณีคราบไขมันอาจแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน

     ส่วน อาการโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ที่ควรสังเกต ได้แก่ แน่นหรือเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม เจ็บร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ หรือขากรรไกร รวมถึงอาการคลื่นไส้ เหงื่อออก เวียนศีรษะ และอ่อนเพลียผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวานที่อาจมีอาการไม่ชัดเจน

     การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน แพทย์จะพิจารณาตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา ไปจนถึงการขยายหลอดเลือด ใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาสตามความเหมาะสม

     หากกำลังมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นใหม่หรือไม่หายไป ร่วมกับหอบ เหงื่อออก ตัวเย็น หน้ามืด หรือเจ็บร้าวไปแขนและกราม อย่ารอดูอาการเอง ให้โทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉินทันที

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

ยอดนิยมในตอนนี้

สิทธิประโยชน์แนะนำ

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
สัมผัสโลกไร้ขีดจำกัดกับทรูไอดี