รีเซต

ทำความรู้จัก PMOS ชื่อใหม่ของ PCOS หรือ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ อันตรายไหม ต้องรักษาอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จัก PMOS ชื่อใหม่ของ PCOS หรือ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ อันตรายไหม ต้องรักษาอย่างไรบ้าง
TNP1459
30 กรกฎาคม 2569 ( 14:51 )
5

      หนึ่งในโรคที่พบบ่อยสำหรับผู้หญิงอย่าง PCOS หรือ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PMOS แล้ว เราจะพาไปเจาะลึกกันค่ะว่าทำไมต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ และ PMOS คืออะไร อาการอย่างไร อันตรายไหม ต้องรักษาอย่างไรบ้าง แตกต่างจาก PCOS ที่เราเคยรู้จักอย่างไรบ้าง 

 

 

PMOS คืออะไร มีอาการอย่างไร อันตรายไหม 


      สำหรับผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ หลายคนอาจคุ้นเคยกับปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ น้ำหนักขึ้นง่ายแม้คุมอาหาร หรือสิวบุกซ้ำซากจนเสียบุคลิกภาพ อาการเหล่านี้เคยมักถูกเหมารวมอยู่ในชื่อโรค PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือ “โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ”

     แต่ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 วงการแพทย์ระดับนานาชาติได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรคนี้อย่างเป็นทางการเป็น PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) หรือ "กลุ่มอาการความผิดปกติของต่อมไร้ท่อและระบบเมตาบอลิซึมในรังไข่"

     ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำศัพท์ แต่เป็นการปลดล็อกความเข้าใจผิด เพื่อให้ผู้หญิงสามารถดูแลร่างกายตัวเองได้อย่างตรงจุดและลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ

 

ทำไมถึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น PMOS


      ที่ผ่านมา ชื่อเดิมอย่าง PCOS มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าปัญหาเกิดจาก "ถุงน้ำในรังไข่" เท่านั้น ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่ไปอัลตราซาวนด์แล้วไม่เจอถุงน้ำ ชะล่าใจคิดว่าตนเองไม่ได้ป่วย ซ้ำร้ายยังสร้างความกังวลใจให้กับผู้หญิงที่กลัวว่าตนเองจะมีบุตรไม่ได้

      ซึ่งข้อมูลจากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า PMOS คือชื่อที่สะท้อนความจริงของโรคได้ถูกต้องมากกว่าชื่อเดิม เพราะนี่คือความผิดปกติที่ครอบคลุมการทำงานของร่างกายทั้งระบบ ซึ่งได้แก่

  • Polyendocrine ระบบฮอร์โมนแปรปรวน
  • Metabolic ระบบการเผาผลาญอาหารพัง
  • Ovarian ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงระบบสืบพันธุ์และรังไข่

     จะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่แค่ โรคสูตินรีเวช อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาสุขภาพระดับระบบของร่างกายที่สาวๆ ต้องหันมาใส่ใจแบบองค์รวมค่ะ

 

 

สัญญาณเตือน PMOS มาเช็กกันว่าคุณมีภาวะ PMOS ไหม


      องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า PMOS ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์สูงถึง 10-13% ทั่วโลก แต่ที่น่าตกใจคือ กว่า 70% ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ดังนั้นลองมาเช็กดูแน่เนิ่นๆ กันนะคะว่าร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนเหล่านี้อยู่หรือไม่

 

  1. ระบบประจำเดือนรวน ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาห่างกันเกิน 35 วัน ขาดหายไปหลายเดือน (บางคนอาจคิดว่าดีเพราะไม่ต้องวุ่นวาย แต่จริงๆ แล้วอันตราย) หรือบางรายอาจมามากและนานผิดปกติ

  2. ฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) สูง มีสิวอักเสบขึ้นรุนแรงบริเวณกรอบหน้าและหน้าอก ขนดกหนาตามใบหน้าและลำตัว (Hirsutism) หรือมีปัญหาผมบางกลางศีรษะ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจในการทำงาน

  3. อ้วนลงพุงและน้ำหนักขึ้นง่าย ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้แย่ลง สะสมไขมันส่วนเกินง่ายมากโดยเฉพาะรอบเอว และลดน้ำหนักได้ยากแม้จะพยายามไดเอทอย่างหนัก

  4. ผิวคล้ำหนาผิดปกติ มีรอยคล้ำเหมือนขี้ไคลแต่ขัดไม่ออกบริเวณรอบคอ รักแร้ หรือขาหนีบ (Acanthosis Nigricans)

 

ความเสี่ยงระยะยาวของ PMOS อันตรายแค่ไหน


       หากปล่อยทิ้งไว้โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานหนักหรือคนอ้วน ภาวะดื้ออินซูลินและฮอร์โมนที่แปรปรวนจะกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับสุขภาพระยะยาวได้ จึงไม่ควรชะล่าใจกับ PMOS เด็ดขาดค่ะ


ผู้ป่วย PMOS มีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 
  2. โรคความดันโลหิตสูง
  3. โรคไขมันในเลือดสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ
  4. มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากการที่ผนังมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนตามปกติ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งชนิดนี้ในระยะยาว

 

แนวทางการรับมือกับ PMOS รักษาอย่างไรดี


      แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดทันที แต่คุณสามารถควบคุมอาการและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนง่ายๆ ดังนี้

1. การปรับไลฟ์สไตล์ (กุญแจสำคัญที่สุด)

  • น้ำหนักลด = อาการดีขึ้น การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยให้ระบบตกไข่กลับมาทำงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ฉลาดเลือกกิน เน้นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ลดแป้งขัดสี ขนมหวาน และน้ำชงต่างๆ ที่มักกินแก้ง่วงตอนบ่าย

  • ขยับร่างกาย จัดเวลาออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ) ควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้ดีขึ้น


2. การรักษาทางการแพทย์

  • พบแพทย์เพื่อรับยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อปรับประจำเดือนให้สม่ำเสมอและลดฮอร์โมนเพศชาย หรือให้ยา Metformin เพื่อช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน

  • การวางแผนครอบครัว หากกำลังวางแผนมีบุตรและพบปัญหามีบุตรยาก แพทย์เฉพาะทางสามารถช่วยได้ด้วยยากระตุ้นการตกไข่ หรือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (เช่น IVF/ICSI)

 

      หากคุณมีอาการเข้าข่ายตามที่ว่ามา อย่าละเลยอาการเล็กๆ น้อยๆ หรืออดทนกับความผิดปกติของร่างกายเป็นอันขาดนะคะ ควรจัดเวลาไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กระบบฮอร์โมนและเมตาบอลิซึมทันที เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับตัวคุณเองในระยะยาวมากเท่านั้นค่ะ

 

บทความที่คุณอาจสนใจ

ยอดนิยมในตอนนี้

สิทธิประโยชน์แนะนำ

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
สัมผัสโลกไร้ขีดจำกัดกับทรูไอดี