วิธีการกินยาคุมกำเนิด กินอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ตั้งครรภ์ ไม่มีผลข้างเคียง

วิธีการกินยาคุมกำเนิด กินอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ตั้งครรภ์ ไม่มีผลข้างเคียง
Beau_Monde
14 มีนาคม 2564 ( 16:19 )
493

     ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pill) คือ ยาเม็ดที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ซึ่งถือเป็นฮอร์โมนเพศหญิงค่ะ โดยยาเม็ดคุมกำเนิดมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ หรือในบางครั้งยาเม็ดคุมกำเนิดก็ยังถูกนำไปใช้รักษาสิวได้ ในกรณีผู้ที่เป็นสิวมาจากความผิดปกติของฮอร์โมน

     แต่หน้าที่หลักของยาคุม ก็เพื่อทำการคุมกำเนิดค่ะ โดยจะทำหน้าที่เข้าไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีสภาพที่ไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และยังทำให้ไข่ไม่สามารถเดินทางไปที่มดลูกได้ ส่งผลให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ค่ะ

 

 

ประเภทของยาคุมกำเนิด

1. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม 

     ภายในยาคุมชนิดนี้จะประกอบไปด้วยฮอร์โมนเพศหญิง 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมมักเป็นชนิดที่แนะนำให้ใช้กันทั่วไป โดยมีแบ่งประเภทย่อยลงไปอีก คือแบบฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ดและแบบฮอร์โมนทั้งสองชนิดไม่เท่ากัน

 

2. ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดแบบเดี่ยว 

     ยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีส่วนประกอบภายในเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว เหมาะสำหรับการกินในช่วงให้นมบุตร

 

3. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

     มีส่วนประกอบเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจนขนาดสูง ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น อย่างการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันหรือมีความผิดพลาดในตอนที่คุมกำเนิด เช่น ถุงยางอนามัยแตก รั่ว หลุด เป็นต้น

 

3 วิธีกินยาคุมกำเนิด

     สาวๆ ที่ไม่เคยกินยาคุมมาก่อนและกำลังจะเริ่มกินยาคุมเป็นครั้งแรก ให้เริ่มกันตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือน หรือว่าไม่เกิน 5 วันแรกที่มีประจำเดือนค่ะ เพราะการกินยาคุมในวันแรกที่มีประจำเดือน จะทำให้ได้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมากกว่า แต่ถ้าในกรณีที่เราจะเริ่มกินยาคุมในช่วงระหว่างรอบเดือน ก็ไม่ควรเกิน 5 วันค่ะ โดยก่อนที่จะกินยาคุมนั้นก็ต้องมั่นใจก่อนว่าเราไม่ได้ตั้งครรภ์นะคะ 

     ส่วนสำหรับคนที่กำลังกินยาคุมอยู่ในตอนนี้และกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อยาคุม ก็ให้เรากินยาคุมแผงเดิมให้หมดเสียก่อน แล้วก็เริ่มกินยาคุมแผงใหม่ต่อไปได้เลย โดยที่ไม่ต้องกินวันแรกที่มีประจำเดือนค่ะ ซึ่งวิธีการกินยาคุมกำเนิดที่ถูกต้องนั้น สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ

 

1 ยาคุมแบบ 21 เม็ด

     ถ้าลองสังเกตยาคุมแบบ 21 เม็ดนี้ จะเห็นว่าบนแผงยาจะมีวันจันทร์ - อาทิตย์บอกไว้ค่ะ วิธีการกินก็คือกินให้ตรงวัน เช่นสมมติว่าวันนี้คือวันพุธ ก็ให้เรากินยาที่ตัว พ หรือ WED แถวบนหรือล่างก็ได้ค่ะ จากนั้นก็กินไล่ตามลูกศรไปเรื่อยๆ จนหมดแผง เมื่อครบแผงแล้ว ให้เรานับไปอีก 7 วัน ค่อยเริ่มกินยาคุมแผงใหม่ค่ะ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องสนใจว่าประจำเดือนของเราจะหมดหรือยัง

 

2 ยาคุมกำเนิดแบบ 28 เม็ด

     ยาคุมกำเนิดแบบ 28 เม็ด จะประกอบไปด้วยยาคุมกำเนิดแบบ 21 เม็ด และยาแบบเม็ดแป้งหรือวิตามินอีก 7 เม็ดค่ะ หรือในบางครั้งก็จะเป็นยาคุมกำเนิด 24 เม็ด และยาเม็ดแป้งหรือเม็ดวิตามินอีก 4 เม็ด ซึ่งการกินยาแบบนี้ เราจะต้องเริ่มกินจากแถวแรกของแผง โดยเริ่มจากวันที่เรามีประจำเดือนวันแรก จากนั้นก็กินตามลูกศรไปเรื่อยๆ ค่ะ ซึ่งเมื่อเรากินหมดแผงแล้ว ก็สามารถเริ่มกินแผงใหม่ต่อไปได้เลย 

 

3 ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

     สำหรับยาคุมฉุกเฉินนั้นจะมี 2 เม็ดบนแผงค่ะ เม็ดแรกให้เรากินทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ส่วนเม็ดที่ 2 ให้กินหลังจากนั้น 12 ชั่วโมงค่ะ แต่ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินจะน้อยกว่ายาคุมแบบแผงนะคะ

 

ลืมกินยาคุม ทำอย่างไร?

1. กรณีลืมกินยา 1 เม็ด 

     หากเราลืมกินยาไปแค่ 1 เม็ด ก็ให้เรากินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามปกติค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ปกติเรากินยาตอน 2 ทุ่ม แต่เราลืม มานึกได้อีกวันตอนเช้า ก็ให้เรารีบกินทันทีค่ะ แล้วตอน 2 ทุ่มก็ให้กินยาแบบปกติไปเลย แต่หากมานึกได้ตอน 2 ทุ่มของอีกวัน ก็ให้เรากินยาไป 2 เม็ดค่ะ คือเม็ดของวันที่เราลืมและเม็ดของวันนี้

 

2. กรณีลืมกินยา 2 เม็ด

     หากเราลืมกินยาไป 2 วัน ซึ่งเป็นช่วงของยา 14 เม็ดแรกบนแผง ให้เรากินยา 2 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินยาอีก 2 เม็ดในวันถัดไป จากนั้นก็สามารถกินยาได้ตามปกติค่ะ แต่ภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมกินยา หากสาวๆ มีเพศสัมพันธ์ จะต้องมีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยนะคะ เช่นการสวมถุงยางอนามัยค่ะ

     กรณีลืมกินยา 2 เม็ด ซึ่งเป็นช่วงของยาเม็ดที่ 15 – 21 บนแผง ให้ทิ้งยาแผงเดิมและเริ่มกินยาแผงใหม่ได้เลยภายในวันนั้นค่ะ และเช่นเดียวกันหากสาวๆ มีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ จะต้องมีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยค่ะ 

 

3. กรณีลืมกินยา 3 เม็ดขึ้นไป

     ทิ้งยาแผงเดิมและเริ่มกินยาแผงใหม่ได้เลยภายในวันนั้น รวมถึงต้องมีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะกินยาแผงใหม่ ก็ควรตรวจการตั้งครรภ์เสียก่อนให้เรียบร้อยค่ะ

 

 

บทความที่คุณอาจสนใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง