รีเซต

KIKO Milano Blue Me คอลเลกชันใหม่ ความสวยงามที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม

KIKO Milano Blue Me คอลเลกชันใหม่ ความสวยงามที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม
pommypom
29 กันยายน 2565 ( 18:25 )
67

     KIKO Milano ขอนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Blue Me ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม และยังได้ร่วมมือกับองค์กรเพื่อสังคม Plastic Bank เพื่อช่วยลดมลพิษจากพลาสติกและมีส่วนช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนชายฝั่งทะเลที่เปราะบาง ซึ่งบรรจุภัณฑ์นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนสีน้ำเงินของมหาสมุทร ถึงเวลาแล้วที่จะโอบกอดความงามของสีน้ำเงินอย่างแท้จริง

 

 

     คอลเลคชั่น Blue Me มีทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้า ดวงตา ริมฝีปาก และเรียวเล็บ ซึ่งผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นนี้เราเน้นผลิตจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนผสมที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างยั่งยืนให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ยังคงอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ สำหรับบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษเราเลือกใช้กระดาษที่ผ่านการรับรองจาก FSC ผลิตด้วยเส้นใยรีไซเคิลถึง 40% ส่วนบรรจุภัณฑ์อื่นๆ สีน้ำเงินและไข่มุกขาวละมุนได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล  ตกแต่งด้วยลายดอกไม้ทะเล ตามหลักแนวคิดที่ว่าด้วยการ Reduce (ลดการใช้), Reuse (การใช้ซ้ำ), Recycle (การรีไซเคิล) มีการนำแก้วและอลูมิเนียมมาใช้เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติก รวมถึงการรีไซเคิลพลาสติกหลังการใช้ บรรจุภัณฑ์ของเรายังมี QR code เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการแยกทิ้งขยะที่ถูกต้องและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงตลับของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ด้วยการใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิล 50% และเลี่ยงการใส่กระจกในตลับเพื่อลดปริมาณขยะ

 

Face Forward With Vegan Products

 

 

     สร้างผิวเรียบเนียนให้พร้อมสำหรับการลงรองพื้นด้วย Hydra Perfecting Face Primer (ราคา 899 บาท) ที่อุดมไปด้วยน้ำมะพร้าวที่ได้จากแหล่งเพาะปลูกอย่างยั่งยืน พร้อมสารสกัดจากโอ๊คและลูกพลัมญี่ปุ่น ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการแต่งหน้า รวมถึงช่วยเบลอรูขุมขนให้ผิวดูเรียบเนียน ไร้ที่ติ  จากนั้นตามด้วย Energizing Effect Foundation (ราคา 1,099 บาท)  รองพื้นที่ติดทนยาวนาน พร้อมระดับการปกปิดที่สามารถเพิ่มระดับการปกปิดได้ตามต้องการ เนื้อสัมผัสแบบซาตินให้ผิวดูกึ่งแมตต์เนียนนุ่ม สีส่วนผสมของสารสกัดจากโสมออร์แกนิคและน้ำแอปเปิ้ล ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส สดชื่น แพคเกจทำจากแก้วถึง 91% ชั้นขวดที่ซ้อนกันอยู่นั้นสามารถถอดออกจากฝาดรอปเปอร์และนำไปรีไซเคิลภายหลังได้

     ปกปิดความหมองคล้ำด้วย Perfecting Concealer & Eye Primer Duo  (ราคา 699 บาท)  แต้มบริเวณใต้ตาและบนเปลือกตาเพื่อปกปิดความหมองคล้ำ และช่วยให้รังสรรค์เมคอัพลุคได้อย่างไร้ที่ติ ด้านไพรเมอร์นั้นอุดมด้วยสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ ส่วนด้านคอนซีลเลอร์ ใช้ประโยชน์จากน้ำดอกส้มออร์แกนิกที่มาจากแหล่งธรรมชาติ เช่นเดียวกับดอกมัลเลน สาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายปะการัง  บรรจุภัณฑ์ใช้วัสดุจากธรรมชาติและ PCR 

 

 

     จากนั้นก็ได้เวลาของสีสัน นั่นคือ Pearl Blush (ราคา 899 บาท) สี Coral Biscuit หรือสี Universal Mauve ที่อุดมด้วยวิตามินอีและสารสกัดจากโอ๊ค บรรจุในกระปุกอลูมิเนียม สามารถนำไปใช้ซ้ำและรีไซเคิลได้ ใช้ควบคู่กับ Silky Bronzer (ราคา 999 บาท) สี Honey หรือสี Sienna ทำให้ผิวดูบ่มแดด เปี่ยมไปด้วยส่วนผสมจากมาร์จอแรมและน้ำมันเมล็ดกีวี ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์ไม่มีกระจกในตลับ เพื่อลดการเกิดวัสดุเหลือใช้ แล้วใช้แปรงปัด Pearl Highlighter (ราคา 999 บาท) สี Gold หรือสี Bronze เพียงเล็กน้อยแต้มบริเวณโหนกแก้มหรือปลายจมูก เพื่อเน้นให้ผิวดูโกลว์มีมิติ สารสกัดจากสาหร่ายและน้ำมันเมล็ดกีวีจะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง ฉ่ำโกลว์อย่างเป็นธรรมชาติ

     และในระหว่างวัน สามารถแต่งแต้มผิวด้วย Complete Look Face Palette (ราคา 1,199 บาท) ซึ่งสามารถพกพาได้สะดวก ในตลับมีทั้งแป้ง ไฮไลท์ บรอนเซอร์ และบลัชออนในโทนสีที่เข้ากันอย่างลงตัวในตลับเดียว เปี่ยมด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติกว่า 94% เช่น ใบมัลเบอร์รี่ ผสานน้ำมันเมล็ดทานตะวันและเมล็ดดอกคำฝอย

 

Eyes On The Future

 

 

     ถึงเวลาสำหรับการแต่งแต้มรอบดวงตาด้วยเฉดสีชายหาดแสนสวย อายแชโดว์ 12 เฉดสีที่มาพร้อมพิกเมนต์สีแน่นๆ มีทั้งเนื้อแมตต์ เมทัลลิค และมาร์เบิล ใน Maxi Eyeshadow Palette (ราคา 1,299 บาท)  เพื่อรังสรรค์ดวงตาของคุณให้สวยฉ่ำได้ดั่งใจ โทนสีทองและสีหาดทรายของสี Autumn Leaves อุดมด้วยน้ำมันเมล็ดเสาวรส โดยทุกเฉดสีล้วนแต่มอบเฉดสีสดชัด บรรจุภัณฑ์ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลที่ใช้พลาสติกเพียง 50%

     ถ้าอยากครีเอทลุคสดใสสไตล์เมอร์เมด แต้ม Sparkling Eyeshadow (ราคา 599 บาท)  สี White Breeze, Golden Sand หรือสี Bronze View เนื้อฝุ่นนุ่มเนียนดุจเนื้อครีมด้วยกลิตเตอร์เซลลูโลส มอบชิมเมอร์แวววาวดุจเปลือกหอย พร้อมประกายมุก แพคเกจแยกส่วนได้และทำจากแก้ว 83% เพื่อลดการใช้พลาสติก

     กรีดขอบตาด้วย Waterproof Eyeliner Duo (ราคา 699 บาท) อุดมด้วยสารสกัดจากทับทิมและสาหร่าย กรีดง่ายแบบ 2-in-1 พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ จากนั้นเติมความเต็มให้เส้นคิ้วเรียงตัวสวยด้วย 2 in 1 Perfecting Eyebrow Pencil (ราคา 599 บาท)  เนื้อบาล์มฝั่งดินสอมีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์ และน้ำมันจากเมล็ดแอปเปิ้ลจากแหล่งเพาะปลูกที่ยั่งยืน มอบการบำรุง ส่วนฝั่งดินสอสีนั้นใช้น้ำมันเลนทิสค์ออร์แกนิค และแพคเกจผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 59%

     เพื่อดวงตาสวยคมถึงขีดสุด ปัดขนตาสักสองรอบด้วย 36H Long Lasting & Volume Effect Mascara (ราคา 699 บาท)  มาสคาร่าที่อุดมด้วยสารสกัดจากสาหร่ายและเชียบัตเตอร์ออร์แกนิค สูตรวีแกน มีส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 99% แพคเกจทำจากแก้วและอลูมิเนียมถึง 89% เพื่อลดการใช้พลาสติก พร้อมประสิทธิภาพความงัดขนตาให้หนาฟูและติดทนนานสมชื่อถึง 36 ชั่วโมง!

 

Dive Into The Perfect Lasting Lip Colour

 

 

     ดีไซน์เรียวปากได้สมใจ จะเบาๆ ใสๆ หรือเปล่งประกายจัดเต็มก็ได้เช่นกัน เริ่มบำรุงริมฝีปากด้วย Waving Lip Balm (ราคา 499 บาท)  ดื่มด่ำไปกับความชุ่มชื้นจากสารสกัดของทับทิม  และตามด้วยการเติมสีสันให้ริมฝีปากของคุณ หากมาสายซอฟ เลือก Natural Look Lip & Cheek (ราคา 599 บาท)  สี Biscuit, Mauve หรือสี Rose เพื่อขับเน้นสีสันระเรื่อของเรียวปากโดยธรรมชาติให้สวยละมุนยิ่งขึ้น พร้อมสารสกัดจากโอ๊ค น้ำมันดอกทานตะวันและ Garcinia seed butter จากแหล่งธรรมชาติ แพคเกจผลิตจากแก้วและรีไซเคิลถึง 82%

     ต่อมา สายสีปากแน่น ต้องใช้ 3D Effect Lipstick Duo (ราคา 699 บาท)  แพคเกจทำจากพลาสติกรีไซเคิล 50% พร้อมเอฟเฟ็กต์แบบ 3D และเนื้อสัมผัสแบบบาล์มด้านนึง และอีกด้านเป็นเนื้อครีม นุ่มเนียนทั้งสองด้านด้วยสารสกัดจากทับทิม สามารถเพิ่มระดับความเข้มข้นของสีสันได้ แนะนำสี Rosy Nude, Yes Mauve หรือสี Think Red

     ส่วนสาวเข้มๆ แนะนำ Long Lasting Lip Liner (ราคา 449 บาท)   สูตรติดทนนาน 12 ชั่วโมงและกันน้ำ พร้อมสารสกัดจากกาแฟ มอบสีสันคู่กันกับ Matte Liquid Lipstick (ราคา 599 บาท)  และแพคเกจก็ผลิตจากพลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลถึง 60% พูดถึงความติดทน สิ่งนี้ติดตรึงสีสันบนเรียวปากได้นานถึง 10 ชั่วโมง Matte Liquid Lipstick (ราคา 599 บาท)  อุดมด้วยสารสกัดจากโอ๊คและน้ำมันทานตะวัน แพคเกจผลิตจากอลูมิเนียมและแก้วถึง 87% เพื่อลดปริมาณพลาสติกเหลือใช้ สีสันจัดมาให้ครบทุกโทนตั้งแต่สีนู้ดอย่างสี Fine Sand และสี Sea Rose ไปจนถึงโทนแดงสดอย่างสี Deep Wine เนื้อสัมผัสแมตต์นุ่ม เบาสบายริมฝีปาก

 

The Future In Our Hands

 

 

     คอมพลีตลุคให้สวยครบ ด้วย Nail Lacquer (ราคา 349 บาท)   สี White Spirit, Blue Hope หรือสี Best Future กับเฉดสีท้องทะเลที่รังสรรค์ขึ้นโดยส่วนผสมจากธรรมชาติ มาพร้อม Biodegradable Glitter Top Coat สี Silver Water ทาทับเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อเรียวเล็บสวยเด่นเป็นประกาย

     เติมแต่งความสวยได้ในทุกสถานการณ์แถมยังรักษ์โลกไปด้วยในตัว กับผลิตภัณฑ์จาก Blue Me Collection วางจำหน่ายวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ร้าน KIKO Milano

     สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 2 และ Siam Center ชั้น M หรือช้อปทางออนไลน์ที่ Central Online, Lazada Flagship Store, Shopee และ Chat & Shop ที่ LINE @KIKOMilanoTH

บทความที่เกี่ยวข้อง