9 วิธีลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน ในคนทำงานกลางแจ้ง มีอะไรบ้าง เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนที่เกิดถี่ขึ้น ทำให้ความร้อนกลายเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ชัดเจนมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงานกลางแจ้งที่ต้องเผชิญกับแดด ลมร้อน และพื้นผิวสะสมความร้อนตลอดหลายชั่วโมงต่อวัน ซึ่งความร้อนไม่ได้ส่งผลแค่ความไม่สบายตัวเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ยังกระทบต่อสมรรถภาพการทำงาน ความปลอดภัย และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นภาวะลมแดดหรือความเสี่ยงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนได้ หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสมค่ะ เพราะเมื่อสภาพอากาศร้อนจัดกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ การดูแลตนเองและจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ จึงมีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิดนะคะ ไม่ว่าจะเป็นในระดับบุคคล ทีมงาน และองค์กร การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ปรับรูปแบบการทำงาน และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยด้านความร้อน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนทำงานกลางแจ้งสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนท่ามกลางสภาพอากาศที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ และต่อไปนี้คือ 9 วิธีลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน ในคนทำงานกลางแจ้งค่ะ 1. วางแผนเวลาทำงาน เลี่ยงช่วงแดดจัด หลายคนยังไม่รู้ว่า การปรับเวลาทำงานให้หลีกเลี่ยงช่วงแดดจัด โดยเฉพาะประมาณ 10.00–15.00 น. มีส่วนช่วยลดความร้อนที่สะสมในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวอุณหภูมิอากาศและรังสีดวงอาทิตย์อยู่ในระดับสูงสุดค่ะ จึงทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเพื่อระบายความร้อนผ่านเหงื่อและการไหลเวียนเลือด หากสัมผัสแดดร้อนจัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลียจากความร้อน และโรคลมแดดจะเพิ่มขึ้น ซึ่งการลดชั่วโมงทำงานในช่วงนี้จึงเท่ากับลดภาระต่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายโดยตรงนะคะ และสิ่งที่เราต้องทำคือวางตารางงานใหม่ให้กิจกรรมที่ใช้แรงมากไปอยู่ช่วงเช้าตรู่หรือหลัง 16.00 น. ส่วนช่วงเที่ยงให้ปรับเป็นงานเบา งานในที่ร่ม หรืองานเตรียมการแทน หากเลี่ยงไม่ได้ควรกำหนดรอบพักถี่ขึ้น เช่น ทำงาน 45–60 นาที พัก 10–15 นาที พร้อมจัดจุดพักที่มีร่มเงาและน้ำดื่มเพียงพอ ในระดับองค์กรควรติดตามการพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเพื่อปรับแผนงานรายวัน โดยเฉพาะวันที่คาดว่าจะมีอุณหภูมิหรือดัชนีความร้อนสูงผิดปกติค่ะ 2. ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศดี สีอ่อน รู้ไหมคะว่าเสื้อผ้ามีผลโดยตรงต่อการสะสมความร้อนในร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน ซึ่งเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีจะช่วยให้เหงื่อระเหยง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ร่างกายใช้ลดอุณหภูมิในร่างกายนะคะ ในขณะเดียวดันเสื้อผ้าสีอ่อนยังสามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้ดีกว่าสีเข้ม ลดการดูดซับพลังงานจากแสงแดด จึงช่วยลดภาระการทำงานของระบบควบคุมอุณหภูมิ และทำให้เรารู้สึกสบายตัวขึ้นแม้อยู่กลางแจ้งค่ะ และสิ่งที่เราควรทำคือเลือกผ้าที่แห้งไว ไม่อุ้มน้ำ เช่น ผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมหรือผ้าที่ออกแบบสำหรับงานกลางแจ้ง หลีกเลี่ยงผ้าหนาและระบายอากาศยาก หากต้องทำงานแดดจัดควรสวมเสื้อแขนยาวป้องกันรังสียูวี ควบคู่กับหมวกปีกกว้างหรือผ้าคลุมคอ เพื่อปกป้องศีรษะและต้นคอซึ่งเป็นจุดสะสมความร้อนสำคัญค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการเลือกเสื้อผ้าอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางพื้นฐานในระดับบุคคลที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกแนวทางหนึ่งค่ะ 3. ดื่มน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่รอให้กระหาย คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า การดื่มน้ำแบบ “รอให้กระหายก่อน” มักสายเกินไปค่ะ เพราะความรู้สึกกระหายเป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นหลังจากร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว โดยเฉพาะในคนทำงานกลางแจ้งที่เสียเหงื่อมาก ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้เติมกลับอย่างสม่ำเสมอ เลือดจะข้นขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น และความสามารถในการระบายความร้อนจะลดลง จึงส่งผลให้เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ และเสี่ยงภาวะลมแดดหรือภาวะความเจ็บป่วยอื่นจากคลื่นความร้อนได้ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำเลย คือ กำหนดรอบดื่มน้ำให้ชัดเจน เช่น จิบน้ำทุก 15–20 นาที ครั้งละประมาณ 150–250 มิลลิลิตร แม้จะยังไม่รู้สึกกระหาย หากทำงานใช้แรงมากหรือเหงื่อออกมาก ควรเสริมเครื่องดื่มเกลือแร่เป็นระยะเพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสีย พร้อมทั้งสังเกตสีปัสสาวะให้เป็นสีอ่อนใสเป็นหลัก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหวานจัด เพราะยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการขาดน้ำ ซึ่งการทำให้การดื่มน้ำเป็น “วินัยประจำวัน” จะช่วยลดความเสี่ยงจากความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะทุกคน 4. จัดพื้นที่พักในที่ร่มหรือมีพัดลมและการระบายอากาศ การมีจุดพักที่ร่มและอากาศถ่ายเทดี มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้หยุดสะสมความร้อน และฟื้นตัวจากภาวะเครียดความร้อนชั่วคราวได้ค่ะ เพราะเมื่อเราหลบจากแดดอุณหภูมิผิวหนังจะลดลง การระเหยของเหงื่อจะทำงานได้ดีขึ้น และอัตราการเต้นของหัวใจค่อยๆ กลับสู่ระดับปกติ หากไม่มีช่วงพักในสภาพแวดล้อมที่เย็นลง ความร้อนจะสะสมต่อเนื่องจนเสี่ยงเกิดอาการอ่อนเพลียจากความร้อนหรือการเจ็บป่วยจากแดดได้ง่าย โดยสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำควรทำคือจัดเต็นท์หรือผ้าใบบังแดด หรือเลือกพื้นที่ใต้ร่มไม้เป็นจุดพักประจำ พร้อมติดตั้งพัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายอากาศในไซต์งานที่อากาศนิ่ง ควรกำหนดรอบพักชัดเจน เช่น ทุก 45–60 นาที และให้มีการน้ำดื่มเพียงพอในบริเวณเดียวกัน สำหรับองค์กรหรือหัวหน้างาน การกำหนดจุดคลายร้อนอย่างเป็นระบบถือเป็นมาตรการพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกแนวทางหนึ่งค่ะ 5. ใช้เทคนิค “ปรับตัวกับความร้อน” การปรับตัวกับความร้อน คือ การให้ร่างกายค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรับมือกับอุณหภูมิสูงอย่างเป็นขั้นตอนค่ะ โดยเมื่อได้รับความร้อนในระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ระบบต่างๆ จะตอบสนองดีขึ้น เช่น เหงื่อออกได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม หัวใจทำงานเสถียรขึ้น และอุณหภูมิแกนกลางร่างกายเพิ่มช้าลง จึงส่งผลให้ทนแดดได้นานขึ้น เหนื่อยน้อยลง และลดโอกาสเกิดภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน โดยเฉพาะในพนักงานใหม่ คนที่หยุดงานไปหลายวัน หรือช่วงที่อากาศร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วนะคะ ซึ่งแนวทางปฏิบัติคือให้เริ่มจากลดชั่วโมงการทำงานกลางแดดในช่วงแรก เช่น ทำเพียง 30–50% ของเวลาปกติใน 1–3 วันแรก จากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความหนักของงานภายใน 1–2 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการกำหนดรอบพัก ดื่มน้ำตามแผน และมีหัวหน้างานคอยสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด ในระดับองค์กรควรกำหนดช่วงปรับตัวให้เป็นขั้นตอนมาตรฐานก่อนให้ทำงานเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบ ที่ไม่ใช่รอแก้ไขเมื่อเกิดเหตุแล้วค่ะ 6. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น ผ้าเย็น หรืออุปกรณ์ช่วยคลายร้อน การใช้อุปกรณ์ช่วยคลายร้อนเป็นวิธีลดอุณหภูมิร่างกายแบบเร่งด่วนค่ะ ลองนึกภาพตามนะคะว่า เมื่อร่างกายได้รับความร้อนสูงต่อเนื่อง การทำให้ผิวหนังเย็นลงจะช่วยดึงความร้อนออกจากเลือดที่ไหลเวียนใกล้ผิว โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน วิธีนี้จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิแกนกลางร่างกาย ลดอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย และลดความเสี่ยงภาวะลมแดดในช่วงพักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ และในสถานการณ์จริงสิ่งที่ควรทำ คือ ให้เตรียมผ้าชุบน้ำเย็นหรือผ้าเย็นไว้ประจำจุดพักงาน ใช้ประคบบริเวณต้นคอหรือเช็ดตัวเป็นระยะ หากเป็นงานที่ใช้แรงมากหรืออยู่กลางแดดต่อเนื่อง อาจพิจารณาเสื้อกั๊กเย็น เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายระหว่างทำงาน โดยควรใช้อุปกรณ์เหล่านี้ควบคู่กับการพักในที่ร่มและการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การลดความร้อนเกิดผลดีที่สุดในภาพรวมค่ะ 7. นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงลมแดด ทุกคนรู้ไหมว่าการนอนหลับอย่างเพียงพอนั้น มีส่วนช่วยให้ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพค่ะ แต่เมื่อพักผ่อนน้อย ร่างกายจะควบคุมการไหลเวียนเลือดและการขับเหงื่อได้แย่ลง ทำให้ทนความร้อนได้น้อยกว่าปกติ อีกทั้งยีงมีความอ่อนล้าที่จะทำให้สังเกตอาการเตือนของภาวะลมแดดได้ยากขึ้น เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออ่อนแรง จึงส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในคนทำงานกลางแจ้งต่อเนื่องหลายวันนะคะ และสิ่งที่เราควรทำคือจัดเวลานอนให้ได้อย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน ปรับเวลานอนให้สอดคล้องกับเวลาทำงานจริง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเริ่มงานตั้งแต่เช้ามืด ควรจัดสภาพแวดล้อมห้องนอนให้เย็นและอากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนอนเพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และหากมีการทำงานล่วงเวลาหรือกะสลับ ควรวางแผนวันพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างเพียงพอ เพราะการป้องกันลมแดดเริ่มต้นตั้งแต่ “คืนก่อนออกไปเจอแดด” ไม่ใช่เฉพาะตอนอยู่หน้างานเท่านั้นค่ะ 8. ทำงานเป็นทีม สังเกตอาการกันและกัน หลายคนยังไม่รู้ว่าการทำงานกลางแจ้งในสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ควรพึ่งการประเมินตนเองเพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะผู้ที่เริ่มมีอาการจากความร้อนมักไม่รู้ตัวเอง หรือประเมินความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริง แต่การทำงานเป็นทีมและช่วยกันสังเกตอาการได้ จึงเป็นกลไกความปลอดภัยที่สำคัญนะคะ เพราะเพื่อนร่วมงานสามารถสังเกตสัญญาณเตือนได้ เช่น เหงื่อออกมากผิดปกติ หน้าแดงจัด เดินเซ พูดช้าหรือสับสน ซึ่งเป็นอาการที่อาจนำไปสู่ภาวะลมแดดหรือความเจ็บป่วยอื่นๆ จากคลื่นความร้อนได้ หากพบเร็วจะช่วยป้องกันเหตุรุนแรงได้ทันเวลาค่ะ และสิ่งที่ควรทำคือกำหนดระบบให้ทำงานเป็นคู่หรือกลุ่มเล็กๆ คอยตรวจสอบอาการกันเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงแดดจัด ควรมีการทบทวนสัญญาณอันตรายก่อนเริ่มงานทุกวัน และกำหนดขั้นตอนชัดเจนเมื่อพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น พาเข้าที่ร่ม คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และแจ้งหัวหน้างานทันที ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าความเร็วของงาน จะช่วยลดความเสี่ยงจากความร้อนได้อย่างยั่งยืนค่ะ 9. ติดตามพยากรณ์อากาศและดัชนีความร้อน การดูแค่อุณหภูมิไม่เพียงพอสำหรับคนทำงานกลางแจ้งค่ะ เพราะดัชนีความร้อนเป็นค่าที่คำนวณจากทั้งอุณหภูมิและความชื้นในอากาศ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการระบายเหงื่อของร่างกายคนเรา โดยในวันที่ความชื้นสูง แม้อุณหภูมิไม่แตะระดับสูงสุด ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนและความเจ็บป่วยจากคลื่นความร้อนได้มากกว่าที่คาดคิด ดังนั้นการติดตามข้อมูลล่วงหน้าจึงมีส่วนช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้นค่ะ โดยเราสามารถรู้เกี่ยวกับดัชนีความร้อนได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้ค่ะ เว็บไซต์และแอปพยากรณ์อากาศ หลายแอปสภาพอากาศจะแสดงค่าดัชนีความร้อนควบคู่กับอุณหภูมิและความชื้นค่ะ โดยให้ดูในหัวข้อ “Feels like” หรือ “RealFeel” ซึ่งสะท้อนอุณหภูมิที่ร่างกายของเรารู้สึกจริงนะคะ กรมอุตุนิยมวิทยา ปกติเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา มักรายงานอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งสามารถใช้ประเมินความเสี่ยงร่วมกันได้ เพราะบางช่วงที่มีคลื่นความร้อนจะมีประกาศเตือนพิเศษค่ะ กรมควบคุมโรค ในช่วงอากาศร้อนจัดกรมควบคุมโรค มักเผยแพร่ระดับความเสี่ยงจากความร้อน พร้อมคำแนะนำสำหรับประชาชนและกลุ่มแรงงานกลางแจ้งนะคะ ป้ายเตือนในสถานที่ทำงานขนาดใหญ่ บางไซต์งานก่อสร้าง โรงงาน หรือหน่วยงานท้องถิ่น จะมีกระดานรายงานค่าอุณหภูมิและดัชนีความร้อนประจำวัน เพื่อใช้ปรับเวลาพักงานค่ะ ซึ่งสำหรับคนทำงานกลางแจ้ง การตรวจสอบค่าดัชนีความร้อนทุกเช้า ควรเป็น “กิจวัตรความปลอดภัย” ที่ไม่ต่างจากการตรวจอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลนะคะ เพราะช่วยให้ปรับแผนก่อนความเสี่ยงจะเกิดขึ้นจริง และวิธีอ่านค่าดัชนีความร้อนแบบเข้าใจง่าย มีดังนี้ 27–32°C → เริ่มระวัง เหนื่อยง่าย 33–40°C → เสี่ยงลมแดด ต้องเพิ่มรอบพัก 41°C ขึ้นไป → อันตรายสูง ควรลดหรือเลี่ยงงานกลางแดด โดยสิ่งที่ควรทำคือตรวจสอบพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อนทุกวันก่อนเริ่มงาน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนหรือวันที่มีประกาศเตือนคลื่นความร้อน หากคาดว่าค่าดัชนีอยู่ในระดับอันตราย ควรปรับตารางงาน ลดชั่วโมงทำงานกลางแดด เพิ่มรอบพัก และเตรียมน้ำดื่มหรือจุดคลายร้อนให้มากขึ้น ในระดับองค์กรการใช้ข้อมูลพยากรณ์เป็นฐานในการตัดสินใจ จะช่วยให้การป้องกันความเสี่ยงจากความร้อนเป็นระบบและไม่ต้องรอให้เกิดเหตุฉุกเฉินก่อนจึงแก้ไขค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการลดผลกระทบจากความร้อนในคนทำงานกลางแจ้ง ต้องนำไปใช้แบบทำจริงทุกวันค่ะ ที่ไม่ใช่รอให้เกิดอาการก่อนแล้วค่อยแก้ไข โดยหลักสำคัญคือวางแผนเวลาทำงานให้เลี่ยงช่วงแดดจัด ดื่มน้ำเป็นระบบ จัดจุดพักในที่ร่ม ใช้อุปกรณ์ช่วยคลายร้อน ปรับตัวกับสภาพอากาศอย่างค่อยเป็นค่อยไป และติดตามดัชนีความร้อนล่วงหน้า ซึ่งแนวทางเหล่านี้ควรทำควบคู่กันทั้งระดับบุคคล ทีมงาน และองค์กร เพื่อป้องกันความเสี่ยงสะสมที่อาจนำไปสู่ภาวะลมแดดหรือความเสี่ยงด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อนนะคะ ซึ่งอาชีพที่พบความเสี่ยงสูงและพบได้บ่อย ได้แก่ คนงานก่อสร้าง เกษตรกร พนักงานส่งพัสดุหรือไรเดอร์ และเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดหรือพนักงานภาคสนามของหน่วยงานท้องถิ่น โดยคนทำงานกลุ่มนี้ต้องเผชิญแดดและความร้อนต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน บางรายทำงานใช้แรงมากหรือมีข้อจำกัดเรื่องเวลาพัก จึงมีโอกาสขาดน้ำ เหนื่อยล้า และเกิดอุบัติเหตุจากอาการหน้ามืดได้ง่าย หากไม่มีระบบป้องกันที่ชัดเจนค่ะ โดยความร้อนจัดไม่ใช่เพียงความไม่สบายตัวค่ะ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง การดูแลเรื่องน้ำ การพัก และการวางแผนงาน คือการลงทุนเพื่อปกป้องชีวิตแรงงานและลดความสูญเสียในระยะยาว เมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการความร้อนอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้วนะคะ แต่เป็นความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันผลักดันและนำปรับใช้ เพราะผู้เขียนก็นำมาปรับใช้เหมือนกันค่ะ ที่ไม่ใช่แค่ตอนทำงานบางอย่าง บางครั้งไปเที่ยวในที่กลางแจ้งที่มีแดดจัดก็เป็นปัญหาได้ อย่างอื่นที่ไม่ใช่อาชีพหรือการทำงานก็เจอได้แบบเดียวกัน เช่น นักเรียนเข้าแถวตากแดดนาน ทหารฝึกกลางแจ้ง คือทั้งหมดอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ร่างกายของเราสะสมความร้อน มีโอกาสเจอแบบเดียวกันหมดนะคะ โดยสิ่งที่ผู้เขียนทำคือถ้าไปเที่ยวก็หาหมวก กางร่ม ถ้าเดินเที่ยวสวนดอกไม้ก็พักเป็นระยะ พกขวดน้ำนะคะ ถ้าเป็นตอนดูแลสวนก็จะรดน้ำผักและดอกไม้ตอนแดดร่มลมตก หรือตอนเช้า ด่วนจริงๆ ใส่หมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาวแบบระบายอากาศได้ ดื่มน้ำเย็น มีน้ำแข็งติดถังไว้ พักเป็นระยะๆ ซื้อเครื่องที่มีเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียไปกับเหงื่อ และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ปรับไปตามสถานการณ์ค่ะ #อาชีวอนามัยและความปลอดภัย #ผลกระทบจากคลื่นความร้อน #อนามัยสิ่งแวดล้อม #การป้องกันโรค #การส่งเสริมสุขภาพ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย Tirachard จาก FREEPIK, ภาพที่ 2 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน,ภาพที่ 3 ถ่ายภาพโดย Lifeforstock จาก FREEPIK และภาพที่ 4 จากแอป Weather เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 ความเสี่ยงจากการทำงาน ในสวนสัตว์เปิด มีอะไรบ้าง ที่ต้องรู้ 9 ลักษณะการทำงาน เสี่ยงต่อการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 มีอะไรบ้าง 10 ความเสี่ยงจากการทำงาน ส่งพัสดุออนไลน์ ต้องระวังอะไรบ้าง