น้ำหอม ถือว่าเป็นเครื่องสำอางอย่างหนึ่ง ที่หลายคนมักจะมีกลิ่นที่ชื่นชอบและใช้จนเป็นซิกเนเจอร์ของตัวเองอย่างน้อย 1 กลิ่น และเสน่ห์ของน้ำหอมอย่างหนึ่งคือเมื่อเราใช้กลิ่นเดียวกันฉีดให้กับแต่ละคน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้นการเลือกน้ำหอมจึงควรเลือกให้เหมาะกับเคมีของแต่ละบุคคลมากกว่าที่จะเลือกน้ำหอมตัวฮิตตามกระแสนั่นเอง แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในวงการน้ำหอม และไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อกลิ่นไหนดีจึงจะเข้ากับตัวเอง วันนี้เราขอมารีวิว 6 น้ำหอมที่ควรได้ไปต่อในปี 2026 จากประสบการณ์การใช้จริงของเรา เผื่อบางทีเพื่อน ๆ อาจจะใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อน้ำหอม พร้อมส่วนลด น้ำหอมแบรนด์ดังอย่าง Journal ที่ให้เพื่อน ๆ สามารถเลือกซื้อน้ำหอมในราคาที่คุ้มกว่า รีวิวน้ำหอม 6 กลิ่นที่ควรได้ไปต่อในปี 2026 1. MONT BLANC Explorer EDP MONT BLANC Explorer EDP เป็นน้ำหอมสำหรับผู้ชายวัยทำงาน ให้ความรู้สึกสะอาด อบอุ่น ละมุน เซ็กซี่เบา ๆ และค่อนข้างที่จะเป็นทางการ แต่ก็สามารถใช้ได้หลายโอกาศเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดา ๆ หรือวันสำคัญ อีกทั้งใครที่เป็นคนเหงื่อออกง่ายน้ำหอมกลิ่นนี้ก็ยิ่งจะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญเนื่องจากน้ำหอมขวดนี้เขาเป็น EDP จึงทำให้มีกลิ่นติดทนนาน แต่ก็ไม่ฉุนจนเกินไป ปริมาณ: 30ml, 60ml และ 100ml ราคาประมาณ: 2,200 - 5,200 บาท 2. Calvin Klein Eternity For Men EDT ถือว่าเป็นอีกหนึ่งน้ำหอมในตำนานของ Calvin Klein ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1990 เป็นน้ำหอมสำหรับผู้ชายวัยทำงานไปจนถึงวัยกลางคนที่ให้ความรู้สึกเป็นรุ่นใหญ่ มั่นใจ สปอร์ต สดชื่น สะอาด ซาบซ่า เท่ และสนุกสนาน ใช้แล้วเหมือนคนที่รักการออกกำลังกาย รักความสนุกสนาน ชอบเข้าสังคม และการปาร์ตี้เช่นกัน สามารถแมชท์ได้กับลุกที่สบาย ๆ กึ่งทางการเล็ก ๆ เพราะ ท็อปโน้ต (Top Note) ของเขาค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จึงจะแตกต่างกันไปตามคาแรกเตอร์ เคมี และฮอร์โมนของแต่ละบุคคลด้วย อีกทั้งน้ำหอมขวดนี้ยังเป็น EDT ที่ไม่เข้มข้นจนเกินไป ราคาก็ย่อมเยามากกว่าแบบ EDP ดังนั้นขวดนี้จึงสามารถฉีดได้ในทุก ๆ และกลิ่นที่ได้ก็จะไม่แรง หรือฉุนจนเกินไปด้วย ปริมาณ: 30 ml, 50 ml, 100 ml และ 200 ml ราคาประมาณ: 2,100 - 5,500 บาท 3. ISSEY MIYAKE L'Eau d'Issey Pour Homme EDT สำหรับกลิ่นนี้ทางแบรนด์ระบุว่าเป็นน้ำหอมสำหรับผู้ชาย แต่ส่วนตัวเราขอยกให้ขวดนี้เป็นน้ำหอม Unisex ค่ะ และถ้าคุณกำลังตามหากน้ำหอมที่สามารถใช้ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะสำหรับ Everyday Look วันทำงาน หรือวันที่เป็นทางการ ต้องยกให้กลิ่นนี้จาก Issey Miyake เลยค่ะ อีกทั้งกลิ่นของเขายังเป็นกลิ่นที่เหมาะกับทั้งวัยรุ่น และวัยทำงาน เหมาะกับการใช้เป็น Signature Scent สุด ๆ โดย Top Note ของเขาจะเป็นกลิ่นหอมของซิตรัส ที่ให้ความรู้สึกที่สดชื่น และสะอาดมาก ๆ ตามมาด้วยความรู้สึกอบอุ่น สุภาพ และเป็นมิตร จากส่วนผสมอื่นอย่างลูกลูกจันทน์เทศ และไม้จันทน์ นอกจากนี้ในบางคนยังให้ความรู้สึกเซ็กซี่เบา ๆ อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ง่ายมาก ๆ ในน้ำหอมหลาย ๆ ตัวของ Issey Miyake อีกด้วย ปริมาณ: 40 ml, 75 ml, 125 ml และ 200 ml ราคาประมาณ: 2,200 - 5,800 บาท 4. Clinique happy heart น้ำหอมสำหรับสาว ๆ ที่ให้ความรู้สึกสดใส ร่างเริง ขี้เล่น อบอุ่น สะอาด และเซ็กซี่เบา ๆ ด้วยกลิ่นดอกไม้นานาพรรณ ไม่ว่าจะเป็น yellow primrose, wild carrot และ water hyacinth เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความเปรี้ยวซ่าจากส้มแมนดารินเบา ๆ จึงนำให้ขวดนี้เหมาะกับสาว ๆ ทั้งวัยมหาวิทยาลัย, วัยทำงาน first jobber ไปจนถึงวัยซีเนียร์ เลยทีเดียว ที่สำคัญเนื่องจากกลิ่นที่ได้จะมีความละมุนมาก ๆ เลยทำให้ฉีกได้ในทุกโอกาศ ทุกเวลา ไม่ต้องกังวลเรื่องความฉุนของกลิ่น ปริมาณ: 30 ml, 50 ml และ 100 ml ราคาประมาณ: 2,600 - 4,200 บาท 5. Tommy Girl สำหรับสาว ๆ คนไหนที่กำลังตามหาน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสดชื่น มั่นใจ สะอาด และอบอุ่น คุณอาจจะถูกใจน้ำหอม Tommy Girl ขวดนี้ก็ได้ค่ะ เพราะเขาเป็นน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสดชื่นจากซิตรัส และละมุมด้วย white floral อีกทั้งส่วนตัวยังรู้สึกว่า Top Note ที่ได้มีความเปรี้ยว และหวานเบา ๆ ส่วน Middle Note ก็ค่อนข้างเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดอกสายน้ำผึ้ง, เกรปฟรุต, กุหลาบ, ลิลลี่, มิ้นต์ และดอกไวโอเล็ต เป็นต้น ดังนั้นหลังจากฉีดจึงอาจจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไปในแต่ละคนอย่างชัดเจนพอสมควร ที่สำคัญ Tommy Girl ยังเป็นน้ำหอมอีกหนึ่งกลิ่นที่เหมาะกับการเลือกเป็น Signature Scent เป็นอย่างยิ่ง ปริมาณ: 30 ml, 50 ml, 100 ml และ 200 ml ราคาประมาณ: 900 - 2,500 บาท 6. Lanvin marry me ขอปิดท้ายกลิ่นที่ 6 ด้วย Lanvin marry me น้ำหอมฟิลลูกคุณ ที่เติบโตมาท่ามกลางสวนดอกไม้ของคุณย่า โดยกลิ่นนี้เราขอจัดอยู่ในกลุ่มของน้ำหอมกลิ่นฟลอรัลฟรุ๊ตตี้ ที่ให้ทั้งกลิ่นหวานละมุน และความสดชื่นจากทั้งส้มซ่า และพีชเบา ๆ โดย Middle Note ของน้ำหอมขวดนี้จะอบอวนไปด้วยดอกไม้หลากหลายชนิด ทั้งมะลิ แมกโนเลีย และกุหลาบ แต่ความจึ้งของเขายังไม่หมดเพราะ Lanvin marry me มีส่วนผสมของมัสค์ ซีดาร์เวอร์จิเนีย และอำพัน ดังนั้นจึงทำให้ได้น้ำหอมที่มีทั้งความสดชื่น หอมหวาน อบอุ่น และติดทนนานในขวดเดียว ปริมาณ: 30 ml, 50 ml และ 75 ml ราคาประมาณ: 2,100 - 4,200 บาท วิธีเลือกซื้อน้ำหอมง่าย ๆ สำหรับมือใหม่ เป็นยังไงบ้างคะสำหรับ 6 กลิ่นน้ำหอมที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ มีกลิ่นไหนที่เพื่อน ๆ ใช้กันอยู่บ้างหรือเปล่า คอมเมนต์พูดคุยกันได้นะคะ และอย่างที่เราได้บอกไปในตอนต้นแล้วว่า ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์การใช้จริงของเราเอง ดังนั้นเพื่อน ๆ ไม่จำเป็นต้องเชื่อเราทั้งหมดน้า ซึ่งเทคนิคในการเลือกซื้อน้ำหอมง่าย ๆ เลยคือ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไปที่ชอปแล้วค่อย ๆ ลองดมกลิ่นไปทีละแบรนด์ ทีละรุ่น แนะนำอย่าดมจากหัวสเปรย์ แต่ให้พนักงานสเปรย์กลิ่นลงบนกระดาษเทส แล้วค่อย ๆ ลองดมกลิ่นเป็นระยะ ๆ เช่น กลิ่นหลังฉีดสเปรย์ใหม่ ๆ ประมาณ 10 นาทีแรก เมื่อผ่านไป 20 - 30 นาที และ ผ่านไปเป็นชั่วโมง เพื่อที่จะได้สัมผัสกับ Top Note, Middle Note และ Base Note อย่างชัดเจนมากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมลองสเปรย์น้ำหอมกับผิวจริงของเรา โดยจุดที่น่าจะง่ายที่สุดคือ ข้อมือบริเวณที่เป็นจุดชีพจรเต้น และหลังจากฉีดสเปรย์อย่าถู ๆ เด็ดขาด เพราะมันจะทำให้กลิ่นเพี้ยนได้ ทั้งหมดที่พูดมาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือใจเย็น ๆ ค่อยเลือก ไม่ต้องรีบร้อน เพราะน้ำหอมหนึ่งขวดราคาก็ค่อนข้างสูงพอสมควร ถ้ารีบร้อนซื้อจนเกินไปแล้วได้กลิ่นที่ไม่เข้ากับบุคลิก หรือไม่ถูกใจ อยากทำให้เสียงทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึกด้วย เครดิตภาพปก/ภาพประกอบ ภาพปก: ผู้เขียน (บุญรอด) / BarelyDevi / Alphavector ภาพประกอบ: ผู้เขียน (บุญรอด) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !