ในโลกใบใหญ่ใบนี้ มีความหลากหลายของความงามอยู่มากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความชอบที่แตกต่างกันของวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ของโลกอย่างสีตา สีผิว ทรงผม หรือลักษณะการแต่งหน้า แล้วรู้ไหมว่ายังมีอีกหลายมุมของโลกที่ให้ความสำคัญกับความงามจากรูปลักษณ์ภายนอกที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานจากวัฒนธรรมอันเก่าแก่ วันนี้เราเลยจะมาพูดถึงวัฒนธรรมการสักของชาวเมารีในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอย่างที่ใครหลายคนรู้กันดีว่า ความงามจากวัฒนธรรมของชนเผ่าเล็กๆกลุ่มหนึ่ยภายในประเทศ ยากที่จะได้การยอมรับจากบุคคลภายนอก แต่ในปีที่ผ่านมารอยสักของชนเผ่าเมารีมีกรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีทั้งในธุรกิจสายการบินและสื่อมวลชน ทำให้วัฒนธรรมนี้ถูกเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนมากขึ้น รู้จักกับวัฒนธรรมชาวเมารี ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ Pixabay Moko คือชื่อเรียกของรอยสักดั้งเดิมของชาวเมารีที่มักจะอยู่บนบริเวณใบหน้า ซึ่งในมุมมองของชาวเมารี มองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะทุกๆ ร่องรอยของการสักมีเรื่องราวของบรรพบุรุษและชนเผ่าแตกต่างกันไปในรอยสักของแต่ละคน ทั้งนี้เป็นการเล่าเรื่องราวของครอบครัวและการเป็นส่วนหนึ่งของชนเผ่ารวมถึงตำแหน่งในสังคม ทำให้รอยสักของชาวเมารีมีความหมายที่ลึกซึ้งเหนือกว่ารอยสักทั่วไป การยกเลิกกฎห้ามมีรอยสักของสายการบิน ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ Pixabay ปัจจุบันนี้ยังมีอีกหลายประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้ยอมรับให้คนที่มีรอยสักมีความเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ซึ่งความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกับการทำงานในสายการบินเช่นกัน แต่ในปีที่ผ่านมา Air New Zealand มีการประกาศยกเลิกกฎห้ามมีรอยสัก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเข้ามาทำงาน ที่สำคัญคือเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวเมารีสามารถเข้ามาทำงานได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป หลักจากการที่ประเทศนิวซีแลนด์และสายการบินต่างๆ ได้ใช้ภาพลักษณ์ของชนเผ่านี้ในการทำการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน เมื่อรอยสักได้รับการยอมรับจากสื่อ ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ Pixabay เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราเชื่อว่าใครหลายคนคงได้เห็นข่าวของการที่ผู้ประกาศข่าวชาวเมารีคนแรกซึ่งได้รับโอกาสในการทำงานในตำแหน่งของสื่อ ส่งผลให้คนทั่วมุมโลกให้ความสนใจกับการเปิดกว้างของโอกาสและการยอมรับความหลากหลายที่เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น ซึ่งเธอก็คือสาวชนเผ่าเมารีที่ชื่อ “Oriini Kaipara” ผู้มีรอยสักบริเวณริมฝีปากและคางจากสถานีโทรทัศน์ TVNZ1 นั่นเองค่ะ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ได้รับการสืบต่อและปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งข่าวของการยอมรับความแตกต่างที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับชนเผ่าเล็กๆ ทั่วโลกที่กำลังจะได้รับโอกาสมากขึ้นในสังคมเทียบเท่ากับบุคคลทั่วไป และคาดหวังว่าเราจะได้รับเรื่องน่ายินดีของการยอมรับในวัฒนธรรมอื่นๆ ที่มากขึ้นอีกต่อไปในอนาคต