เคยสงสัยไหม? ว่าทำไมน้ำหอมขวดเดียวกัน แต่กลิ่นหลังฉีดทันที กับกลิ่นที่ติดอยู่บนผิวหลังผ่านไปหลายชั่วโมงถึงไม่เหมือนกัน หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์เดินเข้าเคาน์เตอร์น้ำหอม ลองฉีดลงบนกระดาษแล้วรู้สึกว่า "หอมมาก!" จนตัดสินใจซื้อกลับบ้าน แต่พอใช้จริงกลับพบว่ากลิ่นเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหมือนตอนแรก ความลับอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า "Perfume Notes" หรือโครงสร้างกลิ่นของน้ำหอม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กลิ่นของน้ำหอมแต่ละขวดมีมิติ และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน โครงสร้างของกลิ่นน้ำหอม (Perfume Notes) ประกอบด้วย 3 ช่วงหลัก ได้แก่ Top note > Middle note > Base note 1) Top note : กลิ่นเเรกที่ได้กลิ่นทันทีหลังฉีด จึงเป็นเหมือน "first impression" ของน้ำหอมขวดนั้น แต่กลิ่นอยู่ไม่นานก็จะจางหายไป มักเป็นกลิ่นสดชื่น เช่น citrus, grass, aquatic 2) Middle note: กลิ่นที่เป็นหัวใจของน้ำหอม ซึ่งเป็นกลิ่นที่ตามมาหลังจากกลิ่น Top note จางหายไป กลิ่นนี้จะอยู่กับเรา ประมาณ 2 - 4 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มักเป็นกลิ่นเครื่องเทศ, Floral, Fruity, Woody 3) Base note: กลิ่นช่วงสุดท้ายที่อยู่กับเรานานที่สุด มักเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึก อบอุ่น และติดทนนาน เช่น Musk, Amber, Vanilla, Caramel, Powdery 📌 Tip: หากกำลังเลือกซื้อน้ำหอม อย่าเพิ่งตัดสินใจจากกลิ่นที่ได้ดมในช่วงแรก ลองฉีดบนผิว หรือกระดาษแล้วเดินเล่นประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นกลับมาดมอีกครั้ง เพราะเราจะเริ่มได้กลิ่น Middle note ซึ่งเป็นกลิ่นหลักที่เราจะอยู่กับเราตลอดวันมากกว่า เมื่อเข้าใจโครงสร้างกลิ่นของน้ำหอมกันแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้กลิ่นและความติดทนของน้ำหอมก็คือ "วิธีการฉีด" เพราะแม้จะเป็นน้ำหอมขวดเดียวกัน แต่ตำแหน่งที่ฉีด หรือวิธีการใช้งานก็อาจส่งผลต่อการกระจายตัวของกลิ่นได้เช่นกัน วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมาดู 3 เทคนิคง่าย ๆ ในการฉีดน้ำหอมที่จะช่วยให้กลิ่นน้ำหอมฟุ้งละมุน และติดทนนานกันค่ะ 1. ตำแหน่งในการฉีด : แนะนำให้ฉีดบริเวณของร่างกายที่มี "ความอุ่น" หรือตามจุดชีพจร เนื่องจากความอุ่นของร่างกาย จะช่วยให้น้ำหอมของเราฟุ้งกระจายกลิ่นได้ดี✨ ตำแหน่งที่เเนะนำ✨ - หลังหู - ลำคอ - ข้อมือ - ข้อพับศอก - หลังเข่า 💡Tip: ถ้าใส่กระโปรง หรือชุดเดรส การฉีดบริเวณหลังเข่าจะช่วยให้กลิ่นฟุ้งขึ้นเวลาที่มีการขยับตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกาย ❌ ถึงเเม้ " รักแร้" จะเป็นจุดหนึ่งของร่างกายที่มีความอุ่น แต่ไม่แนะนำให้ฉีดที่บริเวณรักแร้ เพราะผิวบริเวณนี้ค่อนข้างบอบบาง และน้ำหอมอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรืออาการแพ้ได้ 2. แนะนำให้ “ ฉีดหลังอาบน้ำ” ลงบนผิวบริเวณจุดชีพจร เพราะผิวที่สะอาดและชุ่มชื้นจะช่วยให้น้ำหอมกระจายกลิ่นได้ดี ส่วนการฉีดบนเสื้อผ้าอาจช่วยให้กลิ่นติดทนขึ้นในบางกรณี แต่มีโอกาสเกิดคราบ หรือทำให้เนื้อผ้าบางชนิดเสียหายได้ 3. ไม่ควรฉีดน้ำหอมที่ข้อมือแล้วถูกัน ควรปล่อยให้แห้งเองจะดีที่สุด เพราะการถูอาจทำให้กลิ่นช่วงแรก (Top notes) ระเหยเร็วขึ้น ทำให้กลิ่นเปลี่ยนเร็วกว่าปกติ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเทคนิคเบื้องต้นที่จะช่วยให้กลิ่นน้ำหอมติดทนนานขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว "การฉีดน้ำหอมที่ดีที่สุด คือฉีดแบบที่เราชอบ" เพราะแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ ผิว และความชอบไม่เหมือนกัน ลองปรับให้เข้ากับตัวเอง แล้วสนุกกับการใช้น้ำหอมกันนะคะ เครดิตภาพหน้าปก โดยผู้เขียน (Duck mode on) เครดิตภาพประกอบบทความทั้งหมด โดย A.I. และ ผู้เขียน (Duck mode on) ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 ส่องเทรนด์แฟชั่น สวย ชิค คูล ดูดีมีสไตล์ ได้ที่นี่ App TRUEID โหลดฟรี !