9 ทริคป้องกันตัวเอง จากยุงเป็นพาหะ ช่วงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล หากลองย้อนคิดดูดีๆ เราจะพบว่ายุงในปัจจุบันไม่ได้ปรากฏตัวตามฤดูกาลแบบที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว เพราะยุงสามารถพบได้แทบตลอดทั้งปี แม้ในช่วงที่ฝนไม่ตกหรืออากาศดูแห้งกว่าปกติ โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ แต่เป็นผลโดยตรงจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น ความชื้นที่ยาวนานขึ้น และรูปแบบฝนที่แปรปรวนไป ซึ่งล้วนเอื้อต่อการอยู่รอดและการแพร่พันธุ์ของยุง ยุงจึงไม่เพียงเพิ่มจำนวน แต่ยังขยายพื้นที่เสี่ยงไปยังบริเวณที่ไม่เคยมีปัญหามาก่อน โดยหลายคนยังมองไม่ออก ซึ่งคุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า เมื่อโลกของเราเปลี่ยนไปพฤติกรรมของยุงและความเสี่ยงด้านสุขภาพก็เปลี่ยนตามไปด้วย เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราสามารถคุกคามสุขอนามัยของคนเราได้ ดังนั้นการป้องกันยุงในวันนี้จึงไม่อาจยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมที่รอเฉพาะฤดูฝน หรือมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้นค่ะ และในบทความนี้ผู้เขียนจะบอกต่อแนวทางดูแลตัวเอง เพื่อทำให้เรามองการป้องกันยุงในมุมที่กว้างขึ้น ที่เป็นรูปแบบของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีตั้งแต่การจัดการพื้นที่อยู่อาศัย การดูแลพื้นที่สีเขียว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการป้องกันตัวเองทั่วไป เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ และต่อไปนี้คือวิธีการค่ะ 1. เข้าใจว่ายุงขยายฤดู ไม่ได้มาตามฤดูเดิมอีกแล้ว ในอดีตหลายคนคุ้นชินว่ายุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะจะระบาดหนักในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันรูปแบบนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากผลของภาวะโลกร้อนค่ะ เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ยุงมีอายุยืนขึ้น วงจรชีวิตสั้นลง และสามารถขยายพันธุ์ได้ต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ควรจะเป็นฤดูแล้งหรืออากาศเย็นกว่าเดิม ยุงจึงไม่ได้หายไปตามฤดูอีกต่อไปแล้ว แต่กลับพบได้แทบตลอดทั้งปีนะคะ ดังนั้นสิ่งที่ควรเข้าใจคือการป้องกันยุงไม่ควรยึดติดกับปฏิทินฤดูกาลแบบเดิมอีกแล้ว เพราะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนทำให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา บ้านที่เคยปลอดภัยในบางฤดู อาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการเฝ้าระวังแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและการป้องกันตัวเองจึงต้องทำอย่างสม่ำเสมอทั้งปี ไม่ใช่แค่คือว่าเป็นช่วงฝนตกหนัก โดยความเข้าใจข้อนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการรับมือโรคจากยุงในยุคที่สภาพภูมิอากาศไม่เหมือนเดิมอีกแล้วค่ะ 2. ระวังแหล่งน้ำขังที่เกิดจาก “ฝนผิดฤดู” หลายคนยังมองไม่ออกว่า การที่มีฝนตกหนักแบบฉับพลันและไม่เป็นฤดูนั้น เป็นหนึ่งในผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยฝนลักษณะนี้มักตกช่วงสั้นๆ แต่แรง ที่จะทำให้มีน้ำขังตามจุดเล็กๆ รอบบ้านได้ เช่น ฝาขวด ถาดรองกระถาง ร่องพื้น หรือหลังคาที่ระบายน้ำไม่ทัน และหลายคนมองว่าเป็นน้ำเพียงเล็กน้อยและจะหายไปเอง แต่ในความเป็นจริงน้ำขังปริมาณน้อยเหล่านี้สามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่มีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะในอากาศร้อนชื้นค่ะ ซึ่งสิ่งที่ควรหันมาลงมือทำทำคือการปรับมุมมองจากการมองหาน้ำขังขนาดใหญ่ มาใส่ใจกับจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นหลังฝนตกผิดฤดูทุกครั้ง และควรตรวจรอบบ้าน ระเบียง และพื้นที่กลางแจ้งทันทีหลังฝนหยุด เทน้ำขังออกและจัดการจุดที่น้ำไหลไม่สะดวก เพราะการเฝ้าระวังลักษณะนี้ช่วยตัดวงจรยุงตั้งแต่ต้นทาง และเป็นการปรับตัวที่จำเป็นมากในยุคที่ฝนไม่ได้มาตามฤดูกาลแบบเดิมอีกต่อไปค่ะ 3. อย่ามองข้ามความชื้นสูง แม้ไม่มีฝน ในยุคที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ความชื้นในอากาศมักไม่ได้มาพร้อมฝนเสมอไปค่ะ เพราะบางวันอาจไม่มีฝนตก แต่สภาพอากาศกลับอับ ร้อน และชื้นอย่างต่อเนื่องก็ได้ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ยุงชอบมากๆ โดยความชื้นสูงนี้มีส่วนช่วยให้ยุงมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ลดการสูญเสียน้ำในร่างกาย และเพิ่มโอกาสในการขยายพันธุ์ จึงทำให้ยุงยังคงแพร่กระจายได้ แม้ในช่วงที่หลายคนเข้าใจว่า “น่าจะปลอดภัยแล้วเพราะฝนไม่ตก” โดยสิ่งที่ควรทำคือปรับวิธีประเมินความเสี่ยงจากยุงใหม่ค่ะ ที่ไม่ใช่ดูแค่สภาพอากาศภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ให้สังเกตความชื้นที่สะสมในบ้านและรอบตัว เช่น ห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท มุมอับ ระเบียงที่แห้งช้า หรือพื้นที่ที่มีไอน้ำสะสม เพราะการลดความชื้น เปิดให้อากาศไหลเวียน และจัดการจุดอับชื้นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อยุงได้จริง ซึ่งความเข้าใจข้อนี้สำคัญมากในยุคโลกร้อน เพราะความเสี่ยงจากยุงไม่ได้มาพร้อมฝนอย่างที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้วนะคะทุกคน 4. ปรับบ้านให้รับมืออากาศร้อน ไม่เปิดช่องให้ยุง เมื่ออากาศร้อนขึ้นจากภาวะโลกร้อน หลายบ้านจำเป็นต้องเปิดประตู หน้าต่าง หรือช่องลมมากขึ้นเพื่อระบายความร้อน แต่การเปิดบ้านเพื่อสู้ร้อน หากไม่ได้คำนึงถึงการป้องกันยุงด้วย อาจกลายเป็นการเปิดทางให้ยุงเข้ามาในบ้านโดยไม่รู้ตัวค่ะ และยุงในยุคอากาศเปลี่ยนไม่ได้เข้าบ้านเฉพาะตอนกลางคืนอีกต่อไปแล้ว แต่ออกหากินได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนชื้น ดังนั้นบ้านที่เปิดโล่งแต่ไม่มีระบบป้องกัน จึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นได้อย่างชัดเจนนะคะ โดยปัญหานี้พบได้บ่อยในบ้านที่ยังไม่ได้ติดมุ้งลวด หรืออยู่ระหว่างการปรับปรุง ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่าการป้องกันยุงต้องใช้เงินและอุปกรณ์ราคาแพง ทั้งที่ความจริงยังมีวิธีง่ายๆ ที่เริ่มได้ทันทีค่ะ โดยสิ่งที่ควรทำคือปรับพฤติกรรมการเปิดบ้านให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ยุงออกหากิน เช่น เปิดรับลมในช่วงที่ยุงน้อยกว่า ปิดประตูหน้าต่างบางจุดแทนการเปิดทั้งหมด ใช้ผ้าม่านบาง ผ้าตาข่าย หรือวัสดุที่มีอยู่แล้วมาช่วยกั้นช่องลมชั่วคราว รวมถึงจัดบ้านให้โล่ง ลมไหลผ่านได้ดีโดยไม่ต้องเปิดหลายจุด วิธีเหล่านี้ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ช่วยลดโอกาสที่ยุงจะเข้าบ้านได้จริง และเป็นการปรับตัวที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนในยุคที่ความเสี่ยงจากยุงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฤดูฝนอีกต่อไป 5. เสื้อผ้าที่ใส่ต้องเหมาะกับอากาศและยุง เมื่ออากาศร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หลายคนเลือกใส่เสื้อผ้าที่บาง สั้น หรือเปิดผิวมากขึ้นเพื่อระบายความร้อน แต่พฤติกรรมนี้ในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมกลับเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้ยุงกัดได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในยุคที่ยุงไม่ได้ออกหากินเฉพาะตอนเย็นหรือกลางคืนอีกต่อไปแล้ว แต่ออกหากินได้ทั้งวันในสภาพอากาศร้อนชื้น โดยเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะจึงกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่หลายคนมองข้ามและไม่พูดถึง โดยสิ่งที่ควรทำคือเลือกเสื้อผ้าที่ช่วยทั้งระบายอากาศและลดการสัมผัสยุง เช่น เสื้อแขนยาวบาง กางเกงขายาวผ้าพลิ้ว สีอ่อน และไม่รัดแน่นเกินไป หากต้องการใส่เสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น ก็ต้องชดเชยด้วยพฤติกรรมอื่น เพราะการป้องกันยุงในยุคสภาพอากาศเปลี่ยน ไม่ได้มีวิธีเดียวตายตัว แต่คือการปรับหลายอย่างร่วมกันให้เหมาะกับชีวิตจริง ยิ่งเราเข้าใจเงื่อนไขรอบตัวมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งป้องกันตัวเองได้ดีขึ้นมากขึ้น โดยไม่ต้องฝืนอากาศหรือฝืนการใช้ชีวิตค่ะ ในช่วงที่ต้องอยู่กลางแจ้งหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง การปรับการแต่งกายเพียงเล็กน้อยสามารถลดโอกาสถูกยุงกัดได้มาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูง ที่โดยสรุปคือการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับอากาศและยุง คือ การป้องกันที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป และช่วยดูแลสุขภาพได้ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรมค่ะ 6. ระวังพื้นที่สีเขียวในบ้านที่ขาดการจัดการ ในสถานการณ์จริงพื้นที่สีเขียวในบ้านมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยและช่วยคลายร้อน แต่ในยุคที่อุณหภูมิสูงขึ้นและความชื้นสะสมมากจากภาวะโลกร้อน พื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะยุงได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ โดยจุดเสี่ยงมักไม่ใช่บ่อน้ำใหญ่ แต่เป็นจุดเล็กๆ เช่น ดินในกระถางที่ชื้นตลอดเวลา ใต้ใบไม้หนาแน่น หรือภาชนะที่รับน้ำฝนจากฝนผิดฤดู เพราะยุงสามารถใช้พื้นที่เหล่านี้วางไข่และเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว โดยสิ่งที่ควรทำคือเราต้องปรับวิธีดูแลพื้นที่สีเขียวให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ไม่รดน้ำมากเกินความจำเป็น หมั่นตรวจจานรองกระถาง เทน้ำขังออก และจัดพื้นที่ให้โปร่ง ลมถ่ายเทได้ดี การดูแลเพียงเล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ จะช่วยให้พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่ลดความร้อนได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงจากยุง ทำให้พื้นที่สีเขียวจะเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา หากได้รับการจัดการอย่างเข้าใจในยุคโลกร้อนนี้ค่ะ 7. ปรับพฤติกรรมกลางแจ้งตามเวลาที่โลกร้อนเปลี่ยน ที่ผ่านมาเราคุ้นเคยเพียงว่ายุงจะออกหากินหนักช่วงเช้าตรู่หรือพลบค่ำ แต่รู้ไหมคะว่าเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นและสภาพอากาศร้อนชื้นยาวนานขึ้น พฤติกรรมของยุงก็เปลี่ยนตามไปด้วย โดยยุงบางชนิดสามารถออกหากินได้ตลอดวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีร่มเงา ความชื้นสูง หรืออากาศไม่ถ่ายเท จึงทำให้กิจกรรมกลางแจ้งที่เคยปลอดภัยในบางช่วงเวลา กลายเป็นช่วงเสี่ยงด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัวนะคะ ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือให้ปรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่นิ่งในพื้นที่ร่มชื้นนานๆ เลือกเวลาทำกิจกรรมที่ลมพัดผ่านดี สังเกตสภาพแวดล้อมมากกว่ายึดติดกับเวลาแบบเดิม หากจำเป็นต้องอยู่นอกบ้าน ควรเตรียมการป้องกันเพิ่มเติม เช่น เลือกจุดนั่งที่โปร่ง หรือปรับช่วงเวลาออกกำลังกายและทำกิจกรรมให้เหมาะสม เพราะการเข้าใจว่ายุงปรับตัวตามโลกร้อน จะช่วยให้เราปรับพฤติกรรมได้ทัน และลดความเสี่ยงจากยุงพาหะได้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันได้ค่ะ 8. อย่ามองโรคจากยุงเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่เดิม ในอดีตโรคที่มียุงเป็นพาหะมักถูกผูกโยงกับพื้นที่เฉพาะ เช่น บางจังหวัด บางชุมชน หรือบางสภาพแวดล้อม ทำให้หลายคนที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงรู้สึกว่า “ไม่น่าเกี่ยวข้องกับเรา” แต่คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน อุณหภูมิสูงขึ้น และรูปแบบฝนเปลี่ยนไป ยุงสามารถขยายถิ่นอาศัยไปยังพื้นที่ใหม่ได้ง่ายขึ้น ทำให้พื้นที่ที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน จึงเริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยที่คนในพื้นที่อาจยังไม่ทันตั้งตัวค่ะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรมาทำเลยคือปรับมุมมองใหม่ว่าโรคจากยุงไม่จำกัดอยู่แค่พื้นที่เดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ชานเมือง หรือพื้นที่ที่เคยปลอดภัย ก็ควรเฝ้าระวังและป้องกันอย่างสม่ำเสมอ โดยการดูแลสภาพแวดล้อมรอบบ้าน การป้องกันตัวเองจากยุง และการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เป็นเรื่องที่ทุกพื้นที่ควรทำ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เคยมีปัญหา ซึ่งความเข้าใจข้อนี้มีส่วนช่วยให้เรารับมือกับโรคจากยุงได้ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และลดความเสี่ยงในระยะยาวได้จริงค่ะ 9. ป้องกันยุง = ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป ยุงก็เปลี่ยนไปพร้อมๆ กัน โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความชื้นที่ยาวนาน และฝนที่มาไม่เป็นฤดู จะไปทำให้ยุงมีชีวิตยืนยาวขึ้น ขยายพื้นที่ได้กว้างขึ้น และแพร่โรคได้ง่ายกว่าที่เคยเป็น ซึ่งการมองยุงเป็นเพียงแมลงรบกวนจึงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในการดูแลตัวเอง เพราะในความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้น คือ ยุงกำลังสะท้อนผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจน และสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำความเข้าใจคือ การป้องกันยุงในวันนี้ไม่ใช่แค่การหลบเลี่ยงการถูกกัด แต่คือการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมให้สอดคล้องกับโลกที่ไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่การจัดการบ้าน พื้นที่สีเขียว ความชื้น การใช้ชีวิตกลางแจ้ง ไปจนถึงการแต่งกายและการดูแลสุขภาพ โดยการป้องกันยุงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ที่ถือเป็นการลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง และช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยขึ้นในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องปกติค่ะ ที่โดยสรุปแล้วยุงในวันนี้ไม่ใช่ยุงแบบเดิมอีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ความชื้นยาวนาน และฝนมาไม่เป็นฤดู โดยสิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ยุงมีชีวิตยืนยาวขึ้น ขยายพื้นที่ได้กว้างขึ้น และแพร่กระจายโรคได้ตลอดปี ดังนั้นโรคจากยุงจึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบางพื้นที่หรือบางฤดูอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงใกล้ตัวของทุกคนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการป้องกันยุงจึงไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงการถูกกัดค่ะ แต่คือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การจัดการบ้าน พื้นที่สีเขียว ความชื้น การใช้ชีวิตกลางแจ้ง ไปจนถึงการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันโดยเมื่อเราเข้าใจว่ายุงคือส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโลกร้อน การป้องกันจะไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า แต่เป็นการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน และช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นในยุคที่โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ ปกติผู้เขียนป้องกันยุงกัดตลอดเวลาค่ะ ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นฤดูกาลไหน ไปที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ และใช้หลายวิธีการร่วมกัน ในทุกๆ วัน ทุกเช้าจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที เดินดูรอบบ้าน เพื่อไปเก็บกวาดสิ่งที่สามารถย่อยสลายได้ใส่ถุงไปกำจัดที่สวน และก็จะเดินดูเรื่องน้ำขังด้วยค่ะ พูดง่ายๆ คือเดินตรวจสอบความเรียบร้อยของสภาพแวดล้อมรอบบ้าน หากมีปัญหาก็จะได้แก้ อะไรแก้เฉพาะหน้าง่ายๆ ได้ก่อนก็จะทำทันทีในตอนนั้น และเรื่องการทำกิจกรรมในจุดที่อับแสงนั้นก็จะหลีกเลี่ยงอยู่แล้วนะคะ สำหรับพื้นที่สีเขียวที่นี่ไม่ได้มีต้นไม้หรือพืชที่สามารถทำให้น้ำขังได้ค่ะ เพราะส่วนมากมีเพียงผักสวนครัวง่ายๆ อย่างก็ตามในรองน้ำฝนเอาไว้รดผักและรางน้ำฝน ผู้เขียนได้ปิดฝาให้สนิทและใส่ทรายอะเบทลงไปในถังอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่มีฝนตกนะคะ #การป้องกันโรคเขตร้อน #การป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะ #ยุงเป็นพาหะนำโรค #อนามัยสิ่งแวดล้อม #ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK ออกแบบหน้าปกใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1, ภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK และภาพที่ 2-3 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 11 วิธีกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย แก้ปัญหามียุงเยอะและชุกชุม 8 ข้อควรระวัง ในการใช้ยาจุดกันยุงแบบขด ภายในบ้าน ที่ควรรู้ 8 ข้อควรระวังในการใช้ทรายอะเบท สารเคมีกำจัดยุงลาย มีอะไรบ้าง