ในรอบปีที่ผ่านมา มีรายงานข่าวการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยกรมสุขภาพจิต ได้รายงานสรุปว่า คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น เป็นเพศชาย 80% เพศหญิง 20% โดยส่วนใหญาเป็นวัยแรงงาน 25 - 59 ปี รองลงมาอายุ 60 ปีขึ้นไป และวัย 10 - 24 ปี ซึ่งเมื่อพิจารณาสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว พบว่า บุคคลผู้จากไปเหล่านั้น บางส่วนมีภาวะความเครียด และเป็นโรคซึมเศร้า // ขอบพระคุณภาพประกอบจาก www.freepik.com // โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย เคยมีข้อมูลปรากฏว่าเด็กเล็กก็เป็นโรคซึมเศร้าได้นะคะ โดยสาเหตุหลัก ๆ ของโรคซึมเศร้า เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม การทำงาน ครอบครัว ความรัก ความสูญเสีย ฯลฯ ซึ่งผู้ป่วยหลายคนประสบปัญหาดังกล่าวในข้างต้น แต่ไม่สามารถบริหาร หรือจัดการกับปัญหาได้ จึงทำให้เกิดภาวะความเครียด วิตกกังวล และพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้า คิดทำร้ายตัวเอง และฆ่าตัวตายในที่สุด ทั้งนี้ สามารถสังเกตตัวเอง และคนรอบข้างได้ว่า เป็นโรคซึมเศร้าหรือไม้ โดยสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ ด้านความคิด : มีความคิดในแง่ลบ มองโลกในแง่ร้าย รู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า รู้สึกสิ้นหวัง คิดถึงแต่เรื่องความตาย ด้านอารมณ์ : ซึมเศร้า กังวล โกรธง่าย หงุดหงิด ฉุนเฉียว ด้านร่างกาย : นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป ตื่นเร็ว น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ด้านพฤติกรรม : ความสนใจในสิ่งรอบตัวลดลง สิ่งที่เคยชอบทำกลับไม่ชอบทำอีกแล้ว รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ การตัดสินใจแย่ลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนกระทั่งทำงานไม่ได้ // ขอบพระคุณอินโฟกราฟิกจาก กระทรวงสาธารณสุข // ในช่วง 3 - 4 ปี ที่ผ่านมานี้ เราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้ามากขึ้น เพราะมีญาติสนิทป่วยเป็นโรคนี้ กว่าเราจะเข้าใจในตัวโรค และการดูแลรักษา เพื่อให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้นก็ใช้เวลาหลายปี แต่เมื่อทุกอย่างปรับเข้าหากันแล้ว ตอนนี้ญาติเราใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุขมากค่ะ // ขอบพระคุณภาพประกอบจาก www.freepik.com // ในฐานะผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีคำแนะนำดี ๆ สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหานี้ ดังนี้ค่ะ เราต้องเข้าใจก่อนว่า โรคซึมเศร้าไม่มีใครอยากเป็นหรอกค่ะ แต่ด้วยสารเคมีในสมอง และสภาวะแวดล้อมบางอย่างที่มากระทบกับจิตใจ จึงทำให้เขาเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งนี้ เราไม่ควรตัดสินผู้ป่วยโรคซึมเศร้าว่า เรื่องแค่นี้เองทำไมถึงทนไม่ได้ เพราะเราไม่ใช้เขา ทุกคนต่างมีพื้นฐานการเลี้ยงดู หรือภูมิต้านทานทางใจที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น ต้องไม่เอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน หรือคิดแทนผู้ป่วยนะคะ ทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่า โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคน่ากลัว ไม่ใช่โรคอันตรายร้ายแรง ไม่ใช่โรคที่สังคมไม่ต้อนรับ หากแต่ในปัจจุบัน สังคมมีความเข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น และเห็นใจผู้ป่วยอย่างมาก สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยว่า การกินยาให้ผลดีกว่าไม่กิน เพราะยาทางจิตเวชเป็นยาที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 70 - 80 ปี ทดลองกันมาแล้วว่าปลอดภัย ไม่มีผลตกค้าง เพราะยาออกฤทธิ์กันเป็นชั่วโมง ออกฤทธิ์กันวันต่อวัน เราสังเกตได้ว่า ผู้ป่วยที่ขาดยาเพียง 1 - 2 วัน อาการจะกำเริบแล้ว ดังนั้น การกินยาเป็นทางออกที่ดีที่สุด ห้ามขาดยา หรือหยุดยาเองโดยเด็ดขาด ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแล้ว อย่าคาดเดาว่าเขาจะดูตัวเองได้ 100% โดยเฉพาะเรื่องการกินยา ดังนั้น ผู้ดูแลต้องควบคุมการกินยาอย่างใกล้ชิด อย่าให้ผู้ป่วยจัดยากินเอง เพราอาจจัดยาได้ไม่ครบ และอาการป่วยจะยิ่งแย่ลงค่ะ หมั่นสังเกตอาการของผู้ป่วยด้วยนะคะ ถ้าเห็นว่า เริ่มนิ่ง เริ่มไม่พูด เริ่มไม่อยากทำกิจวัตรประจำวัน ต้องรีบจูงมือพากันไปพบคุณหมอเพื่อปรับยานะคะ อย่าปล่อยไว้นานหลายวัน เพราะจะทำให้การรักษาต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ วันว่าง ๆ ให้ชวนกันออกไปท่องเที่ยว ออกกำลังกาย กินหมูกระทะ พูดคุยกันถึงเรื่องราวดี ๆ แต่ไม่แนะนำให้ชักชวนกันไปทำกิจกรรมโดยไม่กินยา เพราะมันไม่ได้ผลเลยค่ะ เนื่องจากสารเคมีในสมองของผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติด้วยการนั่งนิ่งหรือสนุกสนานเท่านั้น หากไม่กินยาก็มีโอกาสที่อาการของโรคซึมเศร้าจะกลับมาอีกแน่นอนค่ะ ดังนั้น การหาหมอ กินยา อยู่กับคนที่เข้าใจ เป็นการรักษาโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุดค่ะ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทุกครอบครัวนะ ซึมเศร้าเราอยู่ร่วมกันได้ ขอเพียงความรักและความเข้าใจที่มีให้กันค่ะ // ขอบพระคุณอินโฟกราฟิกจาก กรมสุขภาพจิต // บทส่งท้าย ต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต โทรสายด่วน 1323 ต้องการพบจิตแพทย์ เพื่อขอรับคำปรึกษาและรักษาโรคซึมเศร้า แนะนำให้ไปสถานพยาบาลใกล้บ้านนะคะ เพราะส่วนใหญ่จะมีจิตแพทย์ประจำอยู่แล้วค่ะ