9 ความเสี่ยงจากการทำงาน ของคนไทยในต่างประเทศ เกี่ยวกับสุขภาพ เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล การทำงานในต่างประเทศมักถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต หลายคนจึงให้ความสำคัญกับเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ หรือโอกาสในการทำงานเป็นหลัก แต่มีอีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งสภาพอากาศ ลักษณะงาน สภาพพื้นที่ทำงาน รวมถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในสถานที่ทำงาน โดยปัจจัยเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในระยะสั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องทำงานในสภาพแวดล้อมนั้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานค่ะ ทำให้สิ่งแวดล้อมในการทำงานมีบทบาทสำคัญต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสฝุ่นและสารเคมี สภาพอากาศที่รุนแรง การทำงานใช้แรงกายหนัก หรือความเครียดจากสภาพการทำงานที่กดดัน เพราะปัจจัยเหล่านี้สามารถสะสมและส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว หากขาดความรู้หรือการเตรียมตัวที่เหมาะสม แรงงานอาจเผชิญปัญหาสุขภาพโดยไม่ทันสังเกต ดังนั้นการทำความเข้าใจความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมในการทำงานจึงเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันปัญหาสุขภาพ และช่วยให้การทำงานในต่างประเทศเป็นไปอย่างปลอดภัยมากขึ้น หากวิเคราะห์เรื่องความเสี่ยงจากการทำงานของคนไทยในต่างแดน มีประเด็นที่ต้องนำมาบริหารจัดการความเสี่ยงดังต่อไปนี้ค่ะ 1. ความเครียดและภาวะซึมเศร้า หลายคนยังมองไม่ออกว่า แรงงานไทยในต่างประเทศบางพื้นที่ต้องเผชิญความเครียดจากสถานการณ์ความไม่มั่นคง เช่น ความขัดแย้งทางการเมือง ความตึงเครียดระหว่างประเทศ หรือภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตโดยตรง สาเหตุของความเครียดมักมาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การติดตามข่าวเหตุการณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนของงานและรายได้ รวมถึงความเสี่ยงที่จะต้องอพยพหรือย้ายถิ่นฐานกะทันหัน นอกจากนี้การอยู่ห่างจากครอบครัวและเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ยังทำให้แรงงานต้องเผชิญความกดดันเหล่านี้เพียงลำพัง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหานอนไม่หลับ ความวิตกกังวลเรื้อรัง หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรงได้ค่ะ โดยแนวทางป้องกันและดูแลตนเองให้เริ่มจากการติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยไม่เสพข่าวมากเกินไป วางแผนฉุกเฉิน เช่น การรู้เส้นทางอพยพ จุดปลอดภัย และช่องทางติดต่อสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ ควรรักษาการสื่อสารกับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อสร้างเครือข่ายช่วยเหลือทางจิตใจ และจัดการความเครียดด้วยวิธีที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย หากเริ่มมีอาการเครียดรุนแรงหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือหน่วยงานช่วยเหลือแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตลุกลามในระยะยาวนะคะ 2. ปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก แรงงานไทยในต่างประเทศจำนวนมากทำงานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงกายสูง เช่น งานก่อสร้าง งานโรงงาน งานเกษตร หรือการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่ต้องยกของหนัก ก้มตัว ยืนหรือเดินเป็นเวลานาน รวมถึงการทำท่าทางซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการใช้งานกล้ามเนื้อและข้อต่อเกินกำลัง จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่น อาการปวดหลังเรื้อรัง เอ็นอักเสบ ปวดไหล่ ข้อมืออักเสบ หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม นอกจากนี้การทำงานล่วงเวลา พักผ่อนไม่เพียงพอ และการขาดอุปกรณ์ช่วยยกหรือป้องกันที่เหมาะสม ยังเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกได้อีก และแนวทางป้องกันสามารถเริ่มจากการเรียนรู้ท่าทางการทำงานที่ถูกต้องค่ะ เช่น การยกของโดยใช้กำลังจากขาแทนการก้มหลัง การหลีกเลี่ยงการทำงานในท่าทางเดิมเป็นเวลานาน และการพักยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นระยะ หากต้องยกของหนักควรใช้อุปกรณ์ช่วยหรือทำงานเป็นทีมเพื่อลดภาระต่อร่างกาย นอกจากนี้การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น อาการปวดเรื้อรังหรือชาบริเวณแขนขา จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บระยะยาวจากการทำงานนะคะ 3. อุบัติเหตุจากการทำงาน จากที่ได้ข้อมูลมานั้นแรงงานไทยในต่างประเทศจำนวนไม่น้อยทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม การผลิต หรือการทำงานกับเครื่องจักรหนัก ซึ่งสาเหตุของอุบัติเหตุอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยค่ะ เช่น การทำงานกับเครื่องจักรที่มีความซับซ้อน การทำงานบนที่สูง พื้นที่ทำงานที่ลื่นหรือมีสิ่งกีดขวาง การขาดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม รวมถึงการสื่อสารที่ไม่เข้าใจเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา นอกจากนี้ความเหนื่อยล้าจากการทำงานล่วงเวลาหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ยังทำให้สมาธิลดลงและเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุ เช่น การพลัดตก การถูกเครื่องจักรหนีบ หรือการบาดเจ็บจากอุปกรณ์ทำงาน สำหรับการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน ควรเริ่มจากการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอย่างเคร่งครัดค่ะ เช่น การสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (หมวกนิรภัย ถุงมือ รองเท้าเซฟตี้) และการเรียนรู้วิธีใช้งานเครื่องมือหรือเครื่องจักรอย่างถูกต้อง ควรตรวจสอบสภาพพื้นที่ทำงานก่อนเริ่มงานทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการทำงานเมื่อร่างกายอ่อนล้าหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้การสื่อสารกับหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานเมื่อพบความเสี่ยงในพื้นที่ทำงาน รวมถึงการเข้าร่วมการอบรมด้านความปลอดภัย จะช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานในระยะยาวได้ 4. โรคจากสภาพอากาศที่รุนแรง ปกติแล้วแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ มักต้องปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก เพราะบางประเทศมีอากาศหนาวจัด ในขณะที่บางพื้นที่มีอุณหภูมิร้อนจัดหรือแห้งแล้ง โดยสภาพอากาศที่รุนแรงเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เช่น การทำงานกลางแจ้งในอุณหภูมิสูงอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลียจากความร้อน หรือโรคลมแดดรุนแรง ส่วนการทำงานในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัดอาจทำให้เกิดภาวะตัวเย็นเกิน ผิวหนังถูกความเย็นทำลาย หรือปัญหาระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย และแนวทางป้องกันต้องเริ่มจากการเตรียมร่างกายและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศค่ะ เช่น การสวมเสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันความหนาวหรือความร้อน การดื่มน้ำให้เพียงพอเมื่อทำงานในสภาพอากาศร้อน และการพักเป็นระยะเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว นอกจากนี้ควรสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น อาการเวียนศีรษะ เหนื่อยผิดปกติ หนาวสั่น หรือสับสน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติจากสภาพอากาศ หากมีอาการรุนแรงควรหยุดทำงานและรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวนะคะ 5. โรคระบบทางเดินหายใจ เราอาจยังมองไม่ออกว่า แรงงานไทยในต่างประเทศบางกลุ่มต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน หรือสารเคมี เช่น โรงงานอุตสาหกรรม งานก่อสร้าง งานเหมือง หรือโรงงานแปรรูป ซึ่งอาจทำให้ร่างกายสูดดมสารระคายเคืองเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจเป็นเวลานาน โดยสาเหตุเหล่านี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ เช่น โรคหอบหืดจากการทำงาน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคปอดจากการสัมผัสฝุ่นละออง นอกจากนี้การทำงานในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นจัดหรือมีมลพิษสูง รวมถึงการพักอาศัยในที่พักที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดี ยังอาจเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ด้วย สำหรับการป้องกันสามารถทำได้โดยการใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เช่น หน้ากากป้องกันฝุ่นหรือสารเคมี และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นหรือควันหนาแน่นเป็นเวลานาน และดูแลสุขภาพด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ 6. โรคติดต่อและการเข้าถึงการรักษาที่จำกัด จากที่แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ มักต้องเผชิญสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอากาศหนาวจัดในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกหรือยุโรป หรืออากาศร้อนจัดในบางภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง การทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพอากาศที่รุนแรงเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน ภาวะลมแดดจากอากาศร้อนจัด หรือภาวะตัวเย็นเกินและอาการบาดเจ็บจากความหนาวในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำมาก นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของระบบทางเดินหายใจได้ และวิธีการป้องกันสามารถทำได้โดยการเตรียมตัวให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของพื้นที่ทำงาน เช่น สวมเสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันความร้อนหรือความหนาว ดื่มน้ำให้เพียงพอเมื่อทำงานในสภาพอากาศร้อน และพักเป็นระยะเพื่อลดความอ่อนล้าของร่างกาย สำหรับพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัดควรสวมเสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนแรง หนาวสั่น หรือสับสน หากพบอาการรุนแรงควรหยุดทำงานและรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้ 7. ปัญหาการนอนและความอ่อนล้าเรื้อรัง เราอาจยังไม่รู้ว่าแรงงานไทยในต่างประเทศจำนวนมากต้องทำงานในระบบกะ ทำงานล่วงเวลา หรือมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ทำให้เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอและเกิดความอ่อนล้าสะสม นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย เช่น ที่พักที่แออัด เสียงรบกวน หรือเวลาทำงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องปกติของร่างกาย จึงอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือพักผ่อนไม่เต็มที่ ภาวะเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าเรื้อรัง สมาธิลดลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากการทำงานค่ะ โดยแนวทางป้องกันและดูแลตนเองสามารถทำได้โดยการจัดตารางเวลาพักผ่อนให้เพียงพอและสม่ำเสมอ พยายามสร้างสภาพแวดล้อมการนอนที่เหมาะสม เช่น ลดแสงและเสียงรบกวนก่อนนอน หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน นอกจากนี้ควรหาเวลาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เช่น การออกกำลังกายเบาๆ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด หากมีอาการนอนไม่หลับหรืออ่อนล้าอย่างต่อเนื่องจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวค่ะ 8. โภชนาการไม่สมดุล รู้ไหมคะว่าแรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศ มักเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารและพฤติกรรมการกินจากวิถีชีวิตเดิม สาเหตุสำคัญมักมาจากเวลาทำงานที่ยาวนาน การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการจำกัด รวมถึงการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารจานด่วนที่สะดวกและราคาไม่แพง โดยอาหารลักษณะนี้มักมีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง แต่มีใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่ำ เมื่อรับประทานเป็นประจำอาจทำให้เกิดภาวะโภชนาการไม่สมดุล และส่งผลต่อสุขภาพ เนื่องจากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอนะคะ ซึ่งแนวทางป้องกันสามารถเริ่มจากการพยายามเลือกอาหารที่มีความหลากหลายและสมดุลมากขึ้น เช่น เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และแหล่งโปรตีนที่ดี ลดการบริโภคอาหารทอด อาหารแปรรูป และอาหารที่มีรสเค็มหรือหวานจัด หากมีเวลาควรเตรียมอาหารเองหรือเลือกอาหารที่ปรุงสดใหม่ เพื่อควบคุมคุณค่าทางโภชนาการได้ดีขึ้น รวมถึงการดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมต่อการทำงานและการดูแลสุขภาพในระยะยาวค่ะ 9. การใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์เพื่อคลายเครียด ในสถานการณ์จริงแรงงานไทยในต่างประเทศบางส่วนอาจเผชิญความเครียดจากหลายปัจจัย เช่น ความกดดันจากการทำงาน การอยู่ห่างไกลครอบครัว ปัญหาด้านภาษา หรือการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งความเครียดเหล่านี้อาจทำให้บางคนเลือกใช้แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือสารเสพติดเป็นวิธีคลายความตึงเครียดชั่วคราว อย่างไรก็ตามการใช้สารเหล่านี้เป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในการทำงานและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัวค่ะ และแนวทางป้องกันคือการหาวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่านะคะ เช่น การออกกำลังกาย การพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว การทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในชุมชนแรงงาน นอกจากนี้การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานช่วยเหลือแรงงานเมื่อรู้สึกเครียดมากเกินไป จะช่วยลดความเสี่ยงของการพึ่งพาสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ และช่วยให้สามารถรับมือกับความกดดันจากการทำงานในต่างประเทศได้อย่างเหมาะสมค่ะ ก็จบแล้วค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการปรับใช้ความรู้เรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานในต่างประเทศในสถานการณ์จริง สามารถเริ่มจากการสังเกตสภาพแวดล้อมการทำงานและสัญญาณจากร่างกายของตนเองค่ะ หากต้องทำงานยกของหนักหรือมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณของปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก หากทำงานในพื้นที่ที่มีฝุ่น ควัน หรือสารเคมีแล้วมีอาการไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองทางเดินหายใจ อาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านระบบทางเดินหายใจ เช่นเดียวกับการทำงานในอากาศร้อนหรือหนาวจัดที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือหนาวสั่น รวมถึงความเครียด นอนไม่หลับ หรือความอ่อนล้าสะสมจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การสังเกตความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยให้สามารถระบุความเสี่ยงที่กำลังเผชิญได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้ค่ะ ซึ่งการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลตนเอง เพราะแรงงานจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับรายได้มากกว่าสุขภาพ การมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงจะช่วยให้สามารถป้องกัน ปรับพฤติกรรม และตัดสินใจดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม โดยแนวคิดสำคัญคือการมองว่าสุขภาพเป็นทุนระยะยาวของการทำงานและนำมาซึ่งรายได้ หากสามารถดูแลร่างกายและจิตใจให้สมดุลได้ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และทำให้สามารถทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น แถมได้รายได้แบบยาวๆ ดังนั้นต้องโฟกัสและรอบรู้เรื่องอื่นด้วย ที่จะมาสนับสนุนการสร้างรายได้ของเราจากการไปทำงานในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่ทำงานหาเงินและสู้ใจขาดเพียงอย่างเดียวค่ะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยไปทำงานในต่างประเทศ แต่สมัยเป็นเด็กพ่อ ป้าและน้าเคยไป ตอนนั้นเราก็เป็นเด็กบ้านนอกหัวฟู ไม่ได้รู้เรื่องสุขภาพอะไร แต่ที่พอจะจำได้คือความเครียดมีแน่ เพราะไปกู้ยิมเงินเพื่อไปทำงาน คราวนี้ก็ต้องจ่ายเงินคืนให้ครบ โดยทั้งพ่อ ป้าและน้าก็ทำได้สำเร็จค่ะ ได้เงินมาใช้จ่าย ได้ปลดหนี้และได้ประสบการณ์ทำงาน โดยทั้งสามคนที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมาพากันไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน ก็นานมาแล้วค่ะ แต่ป้าเล่าให้ฟังว่าป้าเจอแผ่นดินไหวถึงขนาดว่าต้องวิ่งวุ่นเลย ป้ากับน้าไปทำงานโรงงานอยู่คนละเขตกับพ่อผู้เขียน ต้องทำงานเป็นกะ แทบจะไม่ได้เจอแดด มาพักก็นอน ตื่นก็ไปทำงาน ทำแบบนี้เป็นเวลา 2 ปีกว่าจนครบสัญญาจ้าง สำหรับพ่อของผู้เขียนไปทำงานก่อสร้างที่นั่น เจอแดดทำงานกลางแจ้ง ในช่วงแรกพ่อเล่าให้ฟังคิดถึงบ้านมาก และจริงค่ะ พ่อกินเหล้าแต่ไม่ได้กินจนเงินทองไม่ส่งมา คิดว่าเป็นเพราะสังคม เพราะตอนนี้พ่ออยู่ไทยก็ไม่ได้เป็นจอมยุทธหมื่นจอก ยังเป็นหาโน่นทำเพื่อหารายได้เหมือนเดิม ในตอนที่พ่ออยู่ไต้หวันนั้นไม่มีเรื่องสงครามค่ะ แต่พ่อเจอว่าอาหารการกินที่ไม่เหมือนไทยเลย ใช้ตะเกียบไม่มีช้อนให้ ตอนแรกๆ ไปกินข้าวได้น้อยมากเพราะไม่ถนัด ตอนหลังมากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องตะเกียบ แต่ก็มาเจอว่าอาหารไม่หลากหลาย แต่ปลามีเยอะมากในธรรมชาติ แล้วคนไต้หวันไม่ค่อยรู้วิธีจับปลา พ่อเลยใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ เบ็ดก็ไม่มี เลยใช้เชือกที่พอจะมีอยู่มามัดติดกับลวดที่นำมางอเป็นเบ็ดและตกปลาค่ะ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น จริงๆ เรื่องนี้มีอีกตัวอย่างนะคะ และมีอีกตัวอย่างเป็นตัวอย่างที่คนไทยไปทำงานในอิสราเอล แล้วเพื่อนของอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนสมัยเป็นนักศึกษาปริญญาโท ไปทำงานที่อิสราเอล ชื่ออาจารย์ไมเคิล เล่าว่าคนไทยไปหาจับกิ้งก่าด้วยการใช้ใยผ้าส่วนปลายของผ้าขาวม้ามาม้วนๆ ทำห่วงไปจับกิ้งก่า ก็นั่นคือแนวทางแก้ปัญหาที่คนไทยเจอเกี่ยวกับโภชนาการที่ไม่สมดุล ประกอบกับต้องการประหยัดค่ะ ซึ่งก็เป็นเรื่องความเครียดที่จะต้องคิดเอาตัวรอดอีก อย่างของพ่อผู้เขียความเครียดบางอย่างไม่ได้คิดแต่ก็เกิด เช่น ตอนแรกพ่อสอบไปทำงานเป็นช่างปูน ซึ่งนายจ้างมารู้ทีหลังว่าขับรถได้ ก็เลยเปลี่ยนให้มาขับรถ แต่พ่อไม่มีใบขับขี่ เขาก็ให้ขับรถในหน้างานทุกรถ รถหกล้อ รถแบ็กโฮ แต่อยู่ๆ มีวันหนึ่งเขาใช้พ่อไปในเมือง พ่อก็บอกว่าไม่มีใบขับขี่ พยายามบอกล่ามให้อธิบาย เขาก็ไม่ยอม พ่อเลยต้องไป และก็จริงที่พ่อคาดการณ์ไว้คือไปเจอด่านตรวจ พ่อก็ต้องจอดรถก่อนถึงด่านเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และดีที่คนไปด้วยเป็นคนไต้หวันที่มาทำงานด้วยกัน เขาเลยติดต่อกลับไปที่หน้างานให้คนมาขับรถกลับ ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มีเหมือนกันค่ะ ก็อยากให้คนไทยที่ทำงานในต่างแดนหรือคนกำลังวางแผนจะไปทำงานต่างประเทศ มีสติและต้องเรียนรู้เรื่องโรคจากการทำงานและการดูแลตัวเองค่ะ อย่าไปคิดว่าฉันจะเป็นคนดีที่จะทำงานและส่งเงินกลับบ้านเพียงอย่างเดียว โดยลืมไปว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวสามารถส่งผลต่อสุขภาพของเราได้ และสิ่งแวดล้อมในการทำงานคืออีกหนึ่งตัวอย่างที่คนทำงานเจอ ทุกที่ที่เราไปทำงานแม้แต่ทำที่บ้านก็ตาม เพียงแต่ความเสี่ยงจะแตกต่างกันออกไป และที่เขาว่าทำงานแล้วก็มารักษาตัวเอง คำนี้ไม่เกินจริง แต่ไม่ใช่เพราะบาปบุญอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเราไม่เคยรู้เรื่องโรคจากการทำงาน ความเสี่ยงจากการทำงาน ว่าทำไปแล้วจะเสี่ยงอะไรบ้าง และมองไม่ออกว่าสิ่งแวดล้อมขณะทำงานส่งผลอะไรต่อสุขภาพกายและใจยังไงในตอนนั้น #อาชีวอนามัยและความปลอดภัย #โรคจากการทำงาน #การยศาสตร์ #ความเสี่ยงจากการทำงาน #อนามัยสิ่งแวดล้อม เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1-3 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน และภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 วิธีลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน ในคนทำงานกลางแจ้ง มีอะไรบ้าง 9 สัญญาณของความเครียดสะสม ในคนที่ดูเหมือนประสบความสำเร็จ 9 วิธีคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการดูแลตัวเองที่ดีกว่า เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !