9 แนวทางการดูแลสุขภาพ ในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อม ต้องทำอะไรบ้าง เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล สุขภาพในความหมายที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรคเมื่อร่างกายเจ็บป่วยค่ะ และการดูแลตัวเองก็ไม่ได้หมายถึงแค่การกินอาหารดีหรือออกกำลังกายเท่านั้น เพราะสุขภาพของมนุษย์เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน น้ำที่เราใช้ หรือพื้นที่ธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่ เมื่อสิ่งแวดล้อมดี ร่างกายและจิตใจก็มักได้รับประโยชน์ไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบันจึงต้องมองในภาพที่กว้างขึ้น คือการดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อมที่เรามีชีวิตอยู่ร่วมกัน อย่างไรก็ตามปัญหาคือสิ่งแวดล้อมของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งมลพิษทางอากาศ อาหารอุตสาหกรรม การใช้สารเคมีจำนวนมาก และวิถีชีวิตในเมืองที่ทำให้ผู้คนห่างไกลธรรมชาติ ที่หลายคนก็ยังเข้าใจว่าสุขภาพเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่แก้ได้ด้วยยา อาหารเสริม หรือการรักษาเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงแล้วปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ถ้าหากเราเริ่มมองสุขภาพในมุมที่เชื่อมโยงกับโลกที่เราอยู่ เราจะเห็นว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่แค่การป้องกันโรค แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และต่อไปนี้คือแนวทางค่ะ 1. ดูแลสุขภาพจิตในโลกที่เต็มไปด้วยความเครียด วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่ออากาศ น้ำ หรือระบบนิเวศเท่านั้นนะคะ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของมนุษย์โดยตรง โดยหลายคนเริ่มรู้สึกกังวล สิ้นหวัง หรือเครียดเมื่อรับรู้ข่าวเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้สึกเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ความวิตกกังวลต่ออนาคตของสิ่งแวดล้อม” ยิ่งในยุคที่ข่าวสารไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องผ่านโซเชียลมีเดีย ความกดดันทางอารมณ์จึงยิ่งสะสมได้ง่าย ทำให้หลายคนรู้สึกว่าปัญหานั้นใหญ่เกินกว่าที่ตัวเองจะควบคุมได้ค่ะ ซึ่งการดูแลสุขภาพจิตในสถานการณ์เช่นนี้เริ่มได้จากการจัดสมดุลระหว่าง “การรับรู้ปัญหา” กับ “การดูแลใจตัวเอง” นะคะ โดยให้ลองจำกัดเวลาการเสพข่าวที่สร้างความเครียด หันมาใช้เวลากับกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบ เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ หรือการใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ นอกจากนี้การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้พลาสติก ปลูกต้นไม้ หรือสนับสนุนชุมชนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยให้หลายคนรู้สึกว่าตนเองยังมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกได้ เพราะเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทและไม่โดดเดี่ยว ความเครียดและความวิตกกังวลต่ออนาคตก็จะค่อยๆ ลดลงได้เช่นกันค่ะ 2. ลดการสัมผัสสารเคมีในชีวิตประจำวัน ในยุคที่สิ่งแวดล้อมเผชิญกับมลพิษและการใช้สารเคมีจำนวนมาก มนุษย์จึงมีโอกาสสัมผัสสารเคมีในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิดค่ะ ไม่ว่าจะมาจากภาชนะพลาสติก เครื่องสำอาง น้ำยาทำความสะอาด อาหารแปรรูป หรือแม้แต่ฝุ่นละอองในอากาศ โดยสารบางชนิดอาจสะสมในร่างกายเมื่อได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน และอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพ เช่น การรบกวนระบบฮอร์โมน การระคายเคืองทางเดินหายใจ หรือการอักเสบในร่างกาย ซึ่งในช่วงที่สิ่งแวดล้อมทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตจากสารมลพิษ การลดการสัมผัสสารเคมีจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่สำคัญนะคะทุกคน โดยเราสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกใช้ภาชนะที่ทำจากแก้วหรือสเตนเลสแทนพลาสติก หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติก เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายหรือทำความสะอาดบ้านที่มีส่วนผสมเรียบง่าย และลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นสังเคราะห์รุนแรง นอกจากนี้การรับประทานอาหารสดใหม่ ล้างผักผลไม้ให้สะอาด และเปิดบ้านให้มีการระบายอากาศที่ดี ก็ช่วยลดการสะสมของสารเคมีในสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ โดยเมื่อเราค่อยๆ ปรับวิถีชีวิตให้สัมผัสสารเคมีน้อยลง ก็เท่ากับช่วยปกป้องทั้งสุขภาพของตนเองและลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันค่ะ 3. เลือกอาหารธรรมชาติ ลดอาหารแปรรูป ในยุคที่ระบบอาหารของโลกถูกขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผู้คนจำนวนมากจึงบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น ที่โดยปกติแล้วอาหารเหล่านี้มักผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน มีการเติมน้ำตาล เกลือ ไขมัน รวมถึงสารปรุงแต่งต่างๆ เพื่อยืดอายุและเพิ่มรสชาติ ซึ่งคุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า การบริโภคอาหารลักษณะนี้เป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในขณะเดียวกันระบบการผลิตอาหารอุตสาหกรรมยังเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานสูง การใช้สารเคมีทางการเกษตร และการสร้างขยะบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ดังนั้นการเลือกอาหารธรรมชาติหรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย จึงเป็นแนวทางที่ดีทั้งต่อสุขภาพและต่อโลก โดยเราสามารถเริ่มต้นได้จากการเพิ่มสัดส่วนของผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารสดที่ปรุงอย่างเรียบง่ายในแต่ละมื้อ เลือกวัตถุดิบจากท้องถิ่นหรือแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปหรือขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนผสมจำนวนมากไป เพราะการหันกลับมาใส่ใจกับอาหารที่ใกล้ธรรมชาติมากขึ้น ไม่เพียงช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุล แต่ยังช่วยลดภาระต่อระบบอาหารและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วยค่ะ 4. นอนหลับให้มีคุณภาพ ในยุคที่สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การนอนหลับที่มีคุณภาพกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น เพราะทั้งมลพิษทางอากาศ แสงไฟจากเมืองใหญ่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน รวมถึงการใช้หน้าจอและเทคโนโลยีก่อนนอน ล้วนเป็นปัจจัยที่รบกวนจังหวะการนอนตามธรรมชาติของร่างกายคนเรา เมื่อการนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ ร่างกายจะฟื้นฟูตัวเองได้ไม่เต็มที่ จึงส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน ระบบฮอร์โมน สมาธิ และสุขภาพจิตในระยะยาวค่ะ ซึ่งการเริ่มต้นดูแลการนอนสามารถทำได้จากการสร้างสุขอนามัยการนอนในชีวิตประจำวัน เช่น เข้านอนและตื่นในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน ลดการใช้โทรศัพท์หรือหน้าจอก่อนนอนอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง จัดสภาพห้องนอนให้มืด เงียบ และมีอากาศถ่ายเทดี รวมถึงหลีกเลี่ยงคาเฟอีนหรือมื้ออาหารหนักในช่วงก่อนเข้านอน เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ระบบต่างๆ จะทำงานได้สมดุลมากขึ้น ทำให้เรามีพลังรับมือกับความเครียด มลพิษ และความท้าทายด้านสุขภาพในโลกยุคใหม่ได้ดีขึ้นนะคะ 5. เลือกอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบการผลิตอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของโลกค่ะ เพราะมีทั้งการใช้ที่ดินจำนวนมาก การใช้น้ำ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรม รวมถึงการขนส่งอาหารระยะไกล เมื่อความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบอาหารจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้การเลือกอาหารในแต่ละมื้อจึงไม่ได้ส่งผลเพียงต่อสุขภาพของเราเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติด้วย โดยเราสามารถเริ่มต้นเลือกอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้จากการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชในมื้ออาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืช เลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลและจากแหล่งผลิตในท้องถิ่นเพื่อลดการขนส่งระยะไกล รวมถึงลดการทิ้งอาหารโดยวางแผนการซื้อและการปรุงอาหารอย่างพอดี เพราะการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้เราได้รับอาหารที่สดใหม่และมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นด้วยค่ะ 6. ขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หลายคนอาจยังไม่ทันสังเกตเห็นว่า วิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันทำให้หลายคนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอและการทำงานในพื้นที่ปิดมากขึ้น ทั้งในบ้านและสำนักงาน ขณะเดียวกันปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ ความแออัดของเมือง หรือพื้นที่สีเขียวที่ลดลง ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการใช้ชีวิตที่เคลื่อนไหวต่ำเป็นเวลานานสามารถส่งผลต่อสุขภาพหลายด้านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและความเหนื่อยล้าเรื้อรัง และคุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี โดยเราสามารถเริ่มต้นได้จากกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินให้มากขึ้น เลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายเบาๆ อย่างโยคะและการยืดเหยียด แม้เพียงวันละประมาณ 30 นาที ก็ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้จิตใจผ่อนคลายมากขึ้น หากทำกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ที่มีอากาศดีหรือมีธรรมชาติรอบตัว ก็ยิ่งช่วยให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้รับประโยชน์ไปพร้อมกันค่ะ 7. ปกป้องตัวเองจากมลพิษทางอากาศ ในหลายพื้นที่ของโลกตอนนี้ มลพิษทางอากาศได้กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญค่ะ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดของคนเราได้ง่าย เพราะมลพิษเหล่านี้มักเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การคมนาคม อุตสาหกรรม รวมถึงการเผาในที่โล่ง เมื่อคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจึงมีโอกาสได้รับสารมลพิษมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสุขภาพโดยรวมในระยะยาวนะคะ ดังนั้นการปกป้องตัวเองจากมลพิษทางอากาศจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในยุคที่สิ่งแวดล้อมกำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยสิ่งที่เราสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ คือ การติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศในแต่ละวัน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน การสวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้จะช่วยลดการรับมลพิษเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้การดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน เช่น การเปิดหน้าต่างระบายอากาศในช่วงที่อากาศดี การใช้เครื่องฟอกอากาศ หรือการทำความสะอาดฝุ่นในบ้านอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยลดการสะสมของมลพิษในพื้นที่อยู่อาศัยได้ เมื่อเราตระหนักและปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถลดความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศได้มากขึ้นค่ะ 8. สร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิถีชีวิต ในโลกที่เผชิญทั้งมลพิษ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และความเสี่ยงจากโรคต่างๆ สุขภาพของมนุษย์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้นค่ะ แต่ยังขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย เพราะปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ สารเคมีในอาหาร หรือความเครียดจากวิถีชีวิตเมือง สามารถกระตุ้นการอักเสบในร่างกายและทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานลดประสิทธิภาพลงได้ หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีโอกาสรับมือกับโรคหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ยากขึ้นด้วย ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต้องเริ่มจากการปรับวิถีชีวิตในทุกวันค่ะ เช่น การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และอาหารที่มีใยอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับให้เพียงพอ และการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้าง ก็ช่วยให้ร่างกายและจิตใจฟื้นตัวได้ดีขึ้น เพราะเมื่อวิถีชีวิตโดยรวมมีความสมดุล ระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้เรารับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในยุคสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงได้อย่างแข็งแรง 9. ใช้ชีวิตที่สมดุลกับธรรมชาติ ถ้าเราไปสังเกตดีๆ จะพบว่าวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมากในปัจจุบันค่อยๆ ห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น จากที่เมืองขยายตัว พื้นที่สีเขียวลดลง และผู้คนใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในอาคารหรือหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งการใช้ชีวิตลักษณะนี้ไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมค่ะ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของมนุษย์ด้วย เพราะการขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอาจทำให้ระดับความเครียดเพิ่มขึ้น สมาธิลดลง และส่งผลต่อความสมดุลทางอารมณ์ ในทางกลับกันธรรมชาติเป็นพื้นที่ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ทำให้มนุษย์รู้สึกผ่อนคลายและมีพลังมากขึ้น โดยการใช้ชีวิตให้สมดุลกับธรรมชาติสามารถเริ่มต้นได้จากกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้เวลาอยู่กลางแจ้งมากขึ้น เดินเล่นในสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ ทำสวน หรือเลือกกิจกรรมพักผ่อนที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่างการเดินป่าหรือปั่นจักรยานในพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เช่น ลดขยะ ใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เมื่อเรากลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง สุขภาพกาย ใจ และสิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสฟื้นตัวไปพร้อมกันคะทุกคน จากแนวทางข้างต้นจะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มได้จากการปรับวิถีชีวิตในเรื่องพื้นฐานที่เราทำทุกวัน เช่น เลือกกินอาหารธรรมชาติ ลดอาหารแปรรูป ขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้มีคุณภาพ ลดการสัมผัสสารเคมีที่ไม่จำเป็น และปกป้องตัวเองจากมลพิษทางอากาศ ที่ขณะเดียวกันก็ควรดูแลสุขภาพจิตด้วยการจัดสมดุลระหว่างการรับรู้ปัญหาของโลกกับการดูแลใจของตัวเอง รวมถึงพยายามเชื่อมโยงกับธรรมชาติให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง การปลูกต้นไม้ หรือการเลือกวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมค่ะ เพราะแนวทางเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงจากมลพิษและความเครียด และยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกไปพร้อมกันด้วยนะคะ และสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรือพื้นที่เมืองที่จำกัด และยังไม่มีพื้นที่สีเขียวในบ้านเลย การเริ่มต้นก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่ทันทีค่ะ อาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ง่าย เช่น วางต้นไม้กระถางเล็กๆ ใกล้หน้าต่างหรือมุมทำงาน เลือกปลูกพืชที่ดูแลง่ายอย่างสมุนไพรหรือผักกินใบ เพิ่มการเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทในช่วงที่คุณภาพอากาศดี หรือจัดเวลาสั้นๆ ในแต่ละสัปดาห์เพื่อไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เพราะการเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ธรรมชาติเล็กๆ รอบตัว จะช่วยให้บ้านรู้สึกมีชีวิตมากขึ้น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสมดุลระหว่างวิถีชีวิตเมืองกับธรรมชาติในระยะยาวค่ะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพควบคู่ไปกับการโฟกัสและพัฒนาเรื่องอื่นๆ ด้วยค่ะ เพราะมองว่าสุขภาพคือสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่มีส่วนช่วยให้เราต่อยอดความสำเร็จด้านอื่นๆ ได้ และการดูแลสุขภาพของผู้เขียนจะเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมเสมอค่ะ โดยในตอนนี้ก็หาเรื่องเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ของตัวเอง สนใจและลงมือปลูกผักไว้กินเอง จัดการเรื่องขยะ น้ำเสีย สิ่งปฏิกูลและของเสียอื่นๆ รอบตัวที่จะมีผลต่อสุขภาพ กินอาหารที่ไม่ได้ปรุงซับซ้อนจนเกินไป เน้นกินอาหารไทยในท้องถิ่น เน้นซื้อวัตถุดิบทำอาหารตามฤดูกาล ที่บางทีก็บุกไปซื้อที่สวนจากเกษตรกรโดยตรงค่ะ เวลาว่างมักอ่านหนังสือ ฟังเพลงบ้าง ทำอาหาร ดูแลต้นไม้ หาความรู้อะไรใหม่ๆ มีใช้สื่อโซเซียลด้วยเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขนาดว่าเสพจนตาเป็นหมีแพนด้า และสมองไม่หยุดคิดจนนอนไม่ได้นะคะ เรื่องการนอนยังควบคุมสถานการณ์ได้ดีค่ะ ที่ปกติผู้เขียนออกกำลังกายประจำอยู่แล้ว หาโน่นนี่ทำได้ตลอดค่ะ นอนกลางวันน้อยมาก มีบ้างแต่นับครั้งได้ ซึ่งส่วนใหญ่มีสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว บางทีก็ทำงานบ้าน บางทีก็ย้ายกระถางต้นไม้เปลี่ยนมุม ถอนหญ้า ปลูกผักเพิ่ม บางทีก็พาหลานไปเดินเล่น ไปคาเฟ่ ไปบ้านสวน จัดห้อง จัดบ้านใหม่ มีเยอะมากค่ะ คือไม่ว่าผู้เขียนจะไปไหนไม่เคยอยู่นิ่งๆ ค่ะ หาอะไรทำได้ตลอดเวลา ที่บางทีก็เป็นแค่การถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเก็บไว้ในโทรศัพท์ สำหรับการกินไม่ได้เป็นคนเรื่องเยอะค่ะ กินพอดี พองาม พอประมาณและมีสติ ไม่ได้เน้นเอาให้คุ้มไว้ก่อน และไม่ได้ตามกระแสจนหลงลืมความต้องการของร่างกายค่ะ ส่วนเรื่องความเครียดมีบ้างค่ะ แต่จัดการได้ ยังไม่ถึงขนาดว่าต้องพาตัวไปวินิจฉัยโรคทางสุขภาพจิต ก็เป็นแค่สถานการณ์ปกติของคนเราที่มีต้องคิด ต้องวางแผน และต้องแก้ปัญหานะคะ โดยผู้เขียนพบว่าการไปใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติช่วยได้มาก และนั่นเป็นเหตุให้ผู้เขียนพยายามเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ของตัวเองก่อน คือไม่ชอบที่อยู่อาศัยที่มีแต่พื้นปูน มองไปก็เจอแดดร้อน ชอบแบบมีดอกไม้ต้นไม้ มีแปลงผัก มีสีเขียว เสียงนกร้อง มีสมุนไพรเกิดเก็บกินได้ พูดง่ายๆ คือให้มีสภาพแวดล้อมดีเพื่อมาส่งเสริมสุขภาพค่ะ #อนามัยสิ่งแวดล้อม #การดูแลสุขภาพ #การส่งเสริมสุขภาพ #การป้องกันโรค #สุขภาพดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Pchalisa จาก Pixabay และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 วิธีคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการดูแลตัวเองที่ดีกว่า 9 ความเข้าใจเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่ช่วยให้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้น 9 ทริคป้องกันตัวเอง จากยุงเป็นพาหะ ช่วงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !