9 วิธีลดผลกระทบต่อสุขอนามัย จากกลิ่นควัน ดอกไม้ไฟ ธูป และพลุ เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ช่วงเทศกาลคือเวลาที่ผู้คนออกมารวมตัว เฉลิมฉลอง และทำกิจกรรมร่วมกันมากกว่าปกติ ภาพของควันจากธูป พลุ และดอกไม้ไฟ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่หลายคนคุ้นชิน แต่ภายใต้ภาพสวยงามและความคึกคักนั้น คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า สิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศกลับมีผลต่อร่างกายของเราโดยตรง โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจและคุณภาพอากาศรอบตัว หากเราไม่รู้เท่าทัน ควันเหล่านี้สามารถสะสมและส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิดค่ะ และนั่นคือเหตุผลที่เราควรหยุดมองเรื่องควันว่าเป็นเพียงกลิ่นรบกวนชั่วคราว แล้วหันมามองในมุมของสุขอนามัยและการใช้ชีวิตจริงในพื้นที่ร่วมกันมากขึ้น เพราะการดูแลตัวเองในช่วงเทศกาลไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความสุขค่ะ แต่คือการเลือกวิธีอยู่กับกิจกรรมเหล่านั้นอย่างปลอดภัยขึ้น โดยเมื่อเราเข้าใจภาพรวมและกลไกของสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น เราจะยังคงมีเทศกาลต่างๆ ได้ตามปกตินะคะ และต่อไปนี้คือวิธีการที่จะช่วยให้เรานำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากพลุ ดอกไม้และควันต่างๆ ค่ะ 1. ลดเวลาสัมผัสควันโดยไม่จำเป็น การลดเวลาสัมผัสควันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขอนามัยในช่วงเทศกาลค่ะ เพราะควันจากธูป พลุ และดอกไม้ไฟ ไม่ได้เป็นเพียงกลิ่นรบกวน แต่เป็นแหล่งของฝุ่นละอองขนาดเล็กและสารระคายเคืองที่เข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงผ่านการหายใจ ยิ่งเราอยู่ใกล้จุดจุดหรืออยู่ในพื้นที่ควันสะสมเป็นเวลานาน ปริมาณสารที่ร่างกายรับก็ยิ่งเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการถอยออกจากแหล่งควันแม้เพียงไม่กี่นาที หรือเลือกยืนในตำแหน่งที่ลมพัดผ่าน สามารถลดความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญนะคะ โดยในด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมแนะนำว่า เราไม่จำเป็นต้องงดกิจกรรมทั้งหมด แต่ควรจัดการเวลาให้ฉลาดขึ้น เช่น ไหว้ขอพรให้เสร็จในช่วงที่ควันยังไม่หนาแน่น ไม่ยืนดูพลุใกล้จุดยิงนานเกินไป หรือหลีกเลี่ยงการพาเด็กและผู้สูงอายุเข้าไปอยู่ในจุดที่ควันอับ เพราะการลดเวลาสัมผัสควันคือการลดภาระให้ปอดและร่างกายทำงานน้อยลง และเป็นการป้องกันที่เรียบง่าย โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง แต่ได้ผลจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่กิจกรรมเฉลิมฉลองเกิดขึ้นพร้อมกันจำนวนมากค่ะ 2. เลือกพื้นที่อากาศถ่ายเทดี รู้ไหมคะว่า การเลือกพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทดีเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขอนามัยจากควันได้อย่างมากค่ะ เพราะควันจากธูป พลุ และดอกไม้ไฟจะเจือจางลงได้เร็วในพื้นที่ที่มีการไหลเวียนของอากาศ หากเราอยู่ในจุดที่ลมพัดผ่าน ควันจะไม่สะสมจนเข้มข้นและไม่ถูกสูดดมซ้ำๆ ในปริมาณสูง ซึ่งพื้นที่โล่ง กลางแจ้ง หรือบริเวณที่ไม่มีสิ่งกีดขวางลม จึงปลอดภัยกว่ามุมอับ ใต้หลังคา หรือระหว่างอาคารที่ควันระบายออกได้ยาก ในทางปฏิบัติการสังเกตทิศทางลมก่อนเลือกจุดยืนหรือจุดนั่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายแต่ได้ผลดีค่ะ หากเห็นว่าควันลอยย้อนกลับมาหาเรา ควรขยับตำแหน่งทันที และไม่จำเป็นต้องฝืนอยู่ในจุดเดิมเพียงเพราะความสะดวกหรือความเคยชิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนรวมตัวจำนวนมาก การเลือกพื้นที่อากาศถ่ายเทดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย แต่เป็นการลดความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมนะคะ 3. ปิดช่องเปิดอาคารช่วงที่มีควันหนาแน่น คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ในช่วงที่มีการจุดธูป พลุ หรือดอกไม้ไฟจำนวนมาก ควันและฝุ่นละอองจะลอยกระจายอยู่ในอากาศและสามารถแทรกซึมเข้าสู่อาคารได้ง่ายผ่านประตู หน้าต่าง และช่องลม ดังนั้นการปิดช่องเปิดอาคารในช่วงเวลาที่ควันหนาแน่น จึงเป็นวิธีตัดวงจรการรับมลพิษจากภายนอกสู่ภายในได้อย่างตรงจุด เพราะอากาศภายในอาคารที่ดูเหมือนปลอดภัย อาจกลายเป็นพื้นที่สะสมควันโดยไม่รู้ตัว หากยังเปิดรับอากาศจากภายนอกอย่างต่อเนื่องค่ะ ซึ่งการปิดช่องเปิดไม่ใช่การปิดตายทั้งวันค่ะ แต่เป็นการจัดการตามช่วงเวลา โดยเมื่อควันภายนอกเริ่มลดลงจึงค่อยเปิดระบายอากาศเพื่อฟื้นฟูคุณภาพอากาศภายใน วิธีนี้ช่วยลดการระคายเคืองตา จมูก และระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ที่โดยสรุปแล้วการจัดการช่องเปิดอาคารอย่างเหมาะสม จึงเป็นการป้องกันเชิงรุกที่เรียบง่าย แต่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของคนในบ้านได้อย่างชัดเจนค่ะ 4. ใช้หน้ากากเมื่อจำเป็น การใช้หน้ากากเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยลดการสูดดมควันและฝุ่นละอองในช่วงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ โดยเฉพาะควันจากธูป พลุ และดอกไม้ไฟที่มีฝุ่นขนาดเล็กปะปนอยู่ แม้หน้ากากจะไม่สามารถกรองสารได้ทั้งหมด แต่สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นและสารระคายเคืองที่เข้าสู่ทางเดินหายใจได้ในระดับหนึ่ง การสวมหน้ากากในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ควันหนาแน่น จึงช่วยลดอาการแสบคอ แสบจมูก และการระคายเคืองของระบบหายใจได้อย่างเห็นผลนะคะ ซึ่งหน้ากากควรถูกใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช่ใส่ตลอดเวลาโดยไม่ประเมินสถานการณ์ หากอยู่ในพื้นที่โล่ง อากาศถ่ายเทดี อาจไม่จำเป็นต้องสวม แต่เมื่ออยู่ใกล้จุดเผา จุดยิง หรือพื้นที่ควันสะสม ควรสวมทันทีเพื่อป้องกันร่างกาย การเลือกใช้หน้ากากที่แนบกระชับกับใบหน้า และถอดออกเมื่ออยู่ในอากาศสะอาด จะช่วยให้การใช้หน้ากากเกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่สร้างความอึดอัดเกินจำเป็นค่ะ 5. ล้างหน้า ล้างมือ และทำความสะอาดร่างกาย หลังจากอยู่ในพื้นที่ที่มีควันจากธูป พลุ หรือดอกไม้ไฟ ฝุ่นละอองและสารเคมีขนาดเล็กมักเกาะติดอยู่บนผิวหนัง เส้นผม และมือโดยที่เราไม่รู้สึก การล้างหน้าและล้างมือทันทีที่มีโอกาสจึงช่วยลดการนำสารระคายเคืองเข้าสู่ร่างกายทางอ้อมค่ะ เช่น การสัมผัสหน้า ขยี้ตา หรือหยิบอาหารเข้าปาก วิธีการทำความสะอาดที่เรียบง่ายนี้ช่วยตัดวงจรการปนเปื้อน และลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในมุมมองของการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมมองว่า การอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังกลับเข้าบ้าน เป็นการกำจัดฝุ่นและกลิ่นควันตกค้างที่อาจสะสมอยู่ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเสื้อผ้าและเส้นผมซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บฝุ่นได้ดี หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้สารระคายเคืองกระจายภายในบ้านต่อไป การทำความสะอาดร่างกายอย่างครบถ้วนจึงไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกสะอาด แต่เป็นการป้องกันสุขภาพของตัวเราและคนในบ้านอย่างเป็นรูปธรรมค่ะทุกคน 6. ดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน คุณภาพอากาศภายในบ้านเป็นด่านสำคัญที่มักถูกมองข้ามในช่วงที่มีควันจากธูป พลุ และดอกไม้ไฟค่ะ เพราะแม้อยู่ในบ้าน ควันและฝุ่นละอองก็สามารถเล็ดลอดเข้ามาสะสมได้ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อากาศภายในจะกลายเป็นแหล่งระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจโดยไม่รู้ตัว การช่วยให้อากาศหมุนเวียนและลดฝุ่นค้างจึงเป็นหัวใจของการดูแลสุขอนามัยในช่วงเทศกาลนะคะ โดยในสถานการณ์จริงควรเลือกช่วงเวลาที่ควันภายนอกลดลงแล้วจึงเปิดระบายอากาศ เพื่อขับกลิ่นและฝุ่นออกจากภายในบ้าน การใช้พัดลมดูดอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศสามารถช่วยลดฝุ่นละอองและกลิ่นควันตกค้างได้อีกทางหนึ่งค่ะ โดยเฉพาะในห้องนอนและพื้นที่ที่ใช้งานนาน ที่โดยสรุปแล้วการดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้านอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้ร่างกายได้พักในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้อย่างชัดเจนค่ะ 7. หลีกเลี่ยงการเผาซ้ำซ้อนในพื้นที่เดียวกัน หลายคนยังมองไม่ออกว่า การเผาซ้ำซ้อนในพื้นที่เดียวกันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ควันสะสมจนมีความเข้มข้นสูงเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการจุดธูปหลายจุดพร้อมกัน หรือการจุดพลุและดอกไม้ไฟต่อเนื่องในบริเวณจำกัด จากที่ควันและฝุ่นละอองจะถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาระบาย จึงส่งผลให้คนในพื้นที่เดียวกันต้องสูดดมสารระคายเคืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเพิ่มภาระต่อระบบทางเดินหายใจโดยไม่รู้ตัวค่ะ โดยในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมระบุว่า การลดจำนวนการเผา ลดความถี่ หรือเว้นช่วงเวลาให้ควันจางก่อนการจุดครั้งถัดไป เป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการจัดการเช่นนี้ไม่ได้กระทบความหมายของกิจกรรมหรือพิธีกรรมค่ะ แต่ช่วยให้พื้นที่โดยรอบปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว การหลีกเลี่ยงการเผาซ้ำซ้อนจึงเป็นการดูแลสุขภาพส่วนรวมผ่านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติและรับผิดชอบนะคะ 8. สังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า เมื่อเราอยู่ในพื้นที่ที่มีควันจากธูป พลุ หรือดอกไม้ไฟ ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนบางอย่างออกมาก่อนที่จะเกิดผลกระทบรุนแรง อาการไอ แสบตา แสบจมูก เวียนศีรษะ หรือแน่นหน้าอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณว่าระบบทางเดินหายใจกำลังรับภาระมากเกินไป การสังเกตอาการแสดงต่างๆ และไม่มองข้ามความผิดปกติเล็กน้อย เป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจลุกลามได้ค่ะ เพราะในมุมมองด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมมองว่า การตอบสนองต่ออาการผิดปกติอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญไม่แพ้การป้องกันล่วงหน้า หากเริ่มรู้สึกไม่สบาย ควรถอยออกจากพื้นที่ที่มีควันทันที ไปอยู่ในอากาศที่สะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ แต่การฝืนอยู่ต่ออาจทำให้ร่างกายได้รับสารระคายเคืองสะสมมากขึ้น ซึ่งการรับฟังสัญญาณจากร่างกายจึงเป็นการดูแลสุขภาพอย่างมีสติ และช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างชัดเจนค่ะทุกคน 9. สื่อสารและสร้างความเข้าใจร่วมกันในชุมชน การจัดการปัญหาควันจากธูป พลุ และดอกไม้ไฟ ไม่สามารถพึ่งพาการดูแลตัวเองเพียงลำพังได้ค่ะ แต่ต้องอาศัยการสื่อสารและความเข้าใจร่วมกันในระดับครอบครัวและชุมชน หากทุกคนต่างทำกิจกรรมของตนโดยไม่รับรู้ผลกระทบต่อผู้อื่น ควันจะสะสมและส่งผลต่อสุขภาพของคนหมู่มากโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก การพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างสุภาพและมีข้อมูล จะช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ร่วมกันว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละคนส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขอนามัยของส่วนรวมอย่างไร โดยการตกลงร่วมกัน เช่น ลดจำนวนการจุดในพื้นที่เดียวกัน กำหนดช่วงเวลา หรือเลือกวิธีที่ปล่อยควันน้อยลง ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่กระทบความรู้สึกหรือความเชื่อของใครค่ะ แต่การสื่อสารที่ดีช่วยสร้างสมดุลระหว่างการรักษาขนบธรรมเนียมกับการคุ้มครองสุขภาพของชุมชน ซึ่งการสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นรากฐานของการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างยั่งยืน ที่ทุกคนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ร่วมกันนะคะ ที่โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า การจัดการผลกระทบจากควันในช่วงเทศกาลไม่ใช่เรื่องของการหลีกเลี่ยงกิจกรรมค่ะ แต่เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงอย่างมีสติ เพราะควันเป็นสิ่งที่มองเห็นชัด แต่ผลกระทบต่อสุขภาพมักเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและสะสม ซึ่งการมองภาพรวมจึงต้องเริ่มจากการยอมรับว่าทุกการกระทำในพื้นที่เดียวกันเชื่อมโยงถึงกัน และเมื่อเราเข้าใจกลไกของควันและอากาศ เราจะเริ่มเลือกวิธีอยู่ร่วมกับกิจกรรมเหล่านี้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดยไม่ต้องตัดขาดจากวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมนะคะ และในมุมของการนำไปใช้จริง สุขอนามัยก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์หรือมาตรการที่ซับซ้อนอะไรค่ะ แต่เกิดจากการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกจังหวะ เช่น การเลือกเวลา เลือกพื้นที่ และรู้จักถอยเมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ ซึ่งการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหมาะสม คือการลดภาระให้ร่างกายทำงานหนักเกินไปโดยไม่รู้ตัวนะคะ เมื่อการป้องกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมประจำวัน สุขภาพที่ดีจะตามมาอย่างเป็นธรรมชาติค่ะทุกคน ซึ่งสุดท้ายแล้วสุขอนามัยที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อมองให้รอบด้าน นอกเหนือจากตัวเราเอง แต่มองไปสู่คนรอบข้างและชุมชนด้วย ซึ่งการสื่อสาร ความเข้าใจ และการรับผิดชอบร่วมกัน มีส่วนช่วยเปลี่ยนพื้นที่ที่เสี่ยงให้กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคนได้ โดยภาพใหญ่ของการดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์ของการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติ เมื่อทุกคนเห็นภาพเดียวกันและลงมือพร้อมกัน ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจะเกิดขึ้นได้จริงในทุกเทศกาลค่ะ สำหรับผู้เขียนนั้นไม่ได้จุดพลุหรือเล่นดอกไม้ไฟค่ะ แต่จุดธูปมีความเป็นไปได้สูงกว่า แต่หลานๆ ชอบจุดดอกไม้ไฟ พลุ และมีของเล่นอีกหลายชื่อแยกไปตามลักษณะการแตกกระจาย ดังนั้นผู้เขียนยังต้องเตือนเด็กน้อยเรื่องการล้างมือค่ะ แต่ในส่วนของปัญหาที่ว่าจุดในที่อับนั้น ที่นี่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนั้นค่ะ เพราะปกติพากันไปจุดที่บ้านสวน ส่วนดอกใหญ่ไปจุดกลางทุ่งนาค่ะ ซึ่งนอกเหนือจากความปลอดภัยจากอุบัติเหตุแล้ว คนส่วนใหญ่มองข้ามอันตรายจากฝุ่นและควันนะคะ เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสามารถส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของเราได้ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาตระหนักว่าพลุ ธูป ดอกไม้ไฟและอื่นๆ ในทำนองนี้มีผลต่อสุขอนามัยได้ โดยแนวทางข้างต้นที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ เป็นวิธีลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นค่ะ ก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กันนะคะ #ผลกระทบจากธูป #จุดพลุ #จุดดอกไม้ไฟ #วิธีส่งเสริมสุขภาพ #อนามัยสิ่งแวดล้อม เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Tawatchai07 จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK, ภาพที่ 2 ถ่ายภาพโดย Freepik จาก FREEPIK และภาพที่ 3-ภาพที่ 4 AI Generated โดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 ไอเดียดูแลสุขอนามัย ระหว่างใช้ชีวิตต่างสถานที่ ช่วงหยุดยาว 9 ทริคส่งเสริมสุขอนามัย จากกินอาหารนอกบ้านถี่ขึ้น ช่วงเทศกาล 9 ทริคสุขาภิบาลในครัว ทำอาหาร ช่วงเทศกาล เพื่อเลี้ยงสังสรรค์ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !