9 ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลต่อการระบาดของ โรคอีสุกอีใส เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการใช้ชีวิตนะคะ แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดสุขภาพของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพอากาศ ความสะอาดของพื้นที่ ไปจนถึงรูปแบบการอยู่อาศัยและความหนาแน่นของผู้คน ล้วนส่งผลต่อการอยู่รอดและการแพร่กระจายของเชื้อโรคโดยตรง ในหลายกรณีการเจ็บป่วยไม่ได้เกิดขึ้นเพราะร่างกายอ่อนแอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเชื้อก่อโรคโดยที่เราไม่ทันสังเกต เช่น พื้นที่อับอากาศที่ทำให้เชื้อสะสม หรือพื้นผิวที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดซึ่งกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโดยไม่รู้ตัว และเมื่อพิจารณาในบริบทของโรคอีสุกอีใส จะพบว่าสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่ออกคือ ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ที่มองไม่เห็น เช่น การไหลเวียนของอากาศในห้อง การรวมตัวกันของคนจำนวนมากในพื้นที่ปิด หรือแม้แต่สภาพอากาศในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งล้วนมีผลต่อการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลายคนอาจคิดว่าโรคนี้เกิดจากการสัมผัสผู้ป่วยเท่านั้น แต่ความจริงแล้วสิ่งแวดล้อมสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยให้เชื้อก่อโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเข้าใจสิ่งแวดล้อมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคในชีวิตประจำวัน และต่อไปนี้คือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ไปเอื้อต่อการระบาดของโรคอีสุกสีใสได้ค่ะ 1. อุณหภูมิและความชื้น อุณหภูมิและความชื้นมีบทบาทสำคัญต่อการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใสค่ะ เพราะเชื้อก่อโรคสามารถลอยอยู่ในอากาศผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามได้ดีขึ้นในสภาพอากาศที่เย็นและมีความชื้นต่ำ ทำให้ละอองฝอยระเหยช้าลงและคงอยู่ในอากาศได้นานขึ้น จึงเพิ่มโอกาสที่ผู้อื่นจะสูดดมเชื้อเข้าไป นอกจากนี้อุณหภูมิที่ไม่สูงมากยังช่วยยืดอายุการอยู่รอดของเชื้อก่อโรคบนพื้นผิวต่างๆ ขณะที่ความชื้นสูงในบางกรณีอาจเอื้อต่อการสัมผัสเชื้อก่อโรคผ่านสิ่งของหรือผิวหนังได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แออัดหรือมีการระบายอากาศไม่ดีนะคะ โดยแนวทางป้องกันและดูแลตนเองจึงควรเน้นทั้งการลดการสัมผัสเชื้อและเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายค่ะ เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยในพื้นที่ปิดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก รักษาความสะอาดของมือและพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย รวมถึงการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง หากอยู่ในช่วงอากาศแปรปรวน ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้หรือผื่นขึ้น เพื่อแยกตัวและลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วค่ะ 2. ความหนาแน่นของประชากร คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ความหนาแน่นของประชากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการระบาดของโรคอีสุกอีใส โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน หอพัก หรือชุมชนเมืองแออัด การอยู่ใกล้ชิดกันทำให้การแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสโดยตรงเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เมื่อมีผู้ติดเชื้อเพียงหนึ่งคน ก็สามารถแพร่กระจายไปยังคนจำนวนมากในเวลาอันสั้น เนื่องจากโอกาสในการสัมผัสเชื้อเพิ่มสูงตามความถี่ของการพบปะและการใช้พื้นที่ร่วมกัน ซึ่งแนวทางป้องกันในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง เราควรโฟกัสไปที่การลดความเสี่ยงจากการสัมผัส เช่น การจัดสภาพแวดล้อมให้มีการระบายอากาศที่ดี ลดความแออัดในพื้นที่ปิด หมั่นทำความสะอาดพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน และส่งเสริมพฤติกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเฝ้าระวังอาการของผู้ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หากพบผู้ป่วยควรแยกตัวทันทีเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อในวงกว้างค่ะ 3. สถานที่รวมตัวของกลุ่มเสี่ยง สถานที่รวมตัวของกลุ่มเสี่ยงเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใสได้ค่ะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากและมีความเปราะบางต่อโรค เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ในบางคนมักมีภูมิคุ้มกันต่ำหรือยังไม่เคยได้รับวัคซีน ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เมื่อมีผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เชื้อสามารถแพร่ผ่านละอองฝอยในอากาศหรือการสัมผัสสิ่งของร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในพื้นที่ปิดหรือระบายอากาศไม่ดี ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการระบาดเป็นวงกว้างนะคะ สำหรับแนวทางป้องกันนั้น ควรเน้นการจัดการพื้นที่และกลุ่มคนอย่างเหมาะสมค่ะ เช่น การคัดกรองอาการก่อนเข้าสถานที่ การแยกผู้ที่มีอาการน่าสงสัยออกจากกลุ่มทันที การทำความสะอาดพื้นที่และของใช้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการส่งเสริมให้กลุ่มเสี่ยงได้รับวัคซีนเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค นอกจากนี้การให้ความรู้แก่ผู้ดูแลและบุคลากรเกี่ยวกับการสังเกตอาการและการป้องกันตนเอง จะช่วยลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ 4. การถ่ายเทอากาศในอาคาร การถ่ายเทอากาศในอาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใสค่ะ โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด เช่น ห้องเรียน สำนักงาน หรือหอพัก หากอากาศไม่หมุนเวียน ละอองฝอยขนาดเล็กที่มีไวรัสสามารถสะสมและลอยอยู่ในอากาศได้นาน ทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมพื้นที่มีโอกาสสูดดมเชื้อเข้าไปเพิ่มขึ้น อีกทั้งระบบปรับอากาศที่หมุนเวียนอากาศเดิมโดยไม่มีการเติมอากาศใหม่จากภายนอก อาจยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของเชื้อในอากาศและขยายวงการแพร่กระจายได้ แนวทางป้องกันจึงควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศภายในอาคาร เช่น การเปิดหน้าต่างหรือช่องลมเพื่อให้อากาศถ่ายเท การใช้ระบบระบายอากาศที่มีการนำอากาศจากภายนอกเข้ามาแทนที่อากาศเดิม การติดตั้งแผ่นกรองอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสม รวมถึงการลดความแออัดในพื้นที่ปิด และจำกัดระยะเวลาในการอยู่รวมกันของคนจำนวนมาก การจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวค่ะ 5. การเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาล หลายคนยังไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาล มีผลต่อการระบาดของโรคอีสุกอีใส อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเย็นหรือแห้ง ซึ่งเอื้อต่อการอยู่รอดและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสผ่านละอองฝอยในอากาศ นอกจากนี้ในบางฤดูกาลผู้คนมักใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิดมากขึ้น เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศหรือรวมกลุ่มภายในอาคาร ทำให้การสัมผัสใกล้ชิดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศยังอาจส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้บางช่วงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นค่ะ โดยแนวทางป้องกันควรปรับให้สอดคล้องกับฤดูกาลนะคะ เช่น ในช่วงที่มีความเสี่ยงสูงควรหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือพื้นที่ปิดที่อากาศไม่ถ่ายเท ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การล้างมือและหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า นอกจากนี้การเฝ้าระวังอาการของตนเองและคนรอบข้าง รวมถึงการได้รับวัคซีน จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและควบคุมการแพร่ระบาดในช่วงเปลี่ยนฤดูกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ 6. มาตรฐานสุขอนามัยในพื้นที่ มาตรฐานสุขอนามัยในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่เป็นตัวกำหนดระดับความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคอีสุกอีใสค่ะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้สิ่งของร่วมกันหรือมีคนหมุนเวียนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานที่ทำงาน หากขาดการทำความสะอาดที่เหมาะสม เชื้อไวรัสสามารถคงอยู่บนพื้นผิวต่างๆ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู หรือของเล่น และแพร่ผ่านการสัมผัสได้ง่าย รวมถึงการขาดมาตรการพื้นฐาน เช่น การล้างมือหรือการจัดการขยะติดเชื้อ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อกระจายตัวในวงกว้าง หากจะพูดถึงแนวทางป้องกันนั้น เราควรเน้นการยกระดับสุขอนามัยในพื้นที่อย่างเป็นระบบนะคะ เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยอย่างสม่ำเสมอ การจัดจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์ให้เพียงพอ การแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี รวมถึงการสร้างความรู้และวินัยด้านสุขอนามัยให้กับผู้ใช้งานพื้นที่ เช่น การล้างมือก่อนและหลังทำกิจกรรม และการหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกันโดยไม่จำเป็น ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการสะสมและการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับชุมชนค่ะ 7. การเคลื่อนย้ายของประชากร การเคลื่อนย้ายของประชากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกระจายตัวของโรคอีสุกอีใสค่ะ โดยเฉพาะการเดินทางระหว่างพื้นที่ เช่น จากชนบทสู่เมือง หรือระหว่างจังหวัดและประเทศ เพราะการเคลื่อนย้ายทำให้เชื้อสามารถแพร่จากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว จากที่ผู้ติดเชื้ออาจยังไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว เมื่อเข้าสู่ชุมชนใหม่ก็อาจก่อให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำค่ะ และแนวทางป้องกันเราควรเน้นการเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงจากการเดินทาง เช่น การสังเกตอาการของตนเองหลังเดินทาง การหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดหากมีความเสี่ยงหรือมีอาการป่วย การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับวัคซีนก่อนการเดินทาง และการให้ข้อมูลด้านสุขภาพแก่ผู้เดินทางเกี่ยวกับการป้องกันโรค นอกจากนี้ในระดับชุมชนหรือองค์กร ควรมีมาตรการคัดกรองและติดตามผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อช่วยลดโอกาสการนำเชื้อเข้าสู่พื้นที่ใหม่และควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8. การปนเปื้อนบนพื้นผิวสัมผัส รู้ไหมคะว่าการปนเปื้อนบนพื้นผิวสัมผัส ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใส แม้การแพร่เชื้อหลักจะเกิดผ่านทางอากาศ แต่ไวรัสสามารถตกลงและคงอยู่บนพื้นผิวต่างๆ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ของเล่น หรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อบุคคลสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนแล้วนำมือไปสัมผัสใบหน้า โดยเฉพาะปาก จมูก หรือดวงตา ก็อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้งานร่วมกันอย่างหนาแน่นและขาดการทำความสะอาดที่เหมาะสม และแนวทางป้องกันจึงควรเน้นการลดการสะสมของเชื้อบนพื้นผิวและลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยอย่างสม่ำเสมอ การล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์หลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ควรแยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น และเพิ่มความตระหนักรู้ด้านสุขอนามัยในพื้นที่สาธารณะ เพื่อช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อผ่านพื้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ 9. รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอัลตราไวโอเลตมีผลต่อการอยู่รอดของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้ค่ะ โดยรังสีชนิดนี้สามารถทำลายสารพันธุกรรมของไวรัสและลดความสามารถในการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในแสงแดดธรรมชาติที่มีรังสียูวีสูง จะช่วยลดปริมาณเชื้อในสิ่งแวดล้อม เช่น ในอากาศหรือบนพื้นผิวกลางแจ้ง ในทางกลับกันพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดน้อย หรือเป็นพื้นที่ปิด จะมีโอกาสที่เชื้อจะคงอยู่ได้นานกว่า จึงส่งผลให้ความเสี่ยงในการแพร่กระจายเพิ่มขึ้น และแนวทางป้องกันสามารถอาศัยประโยชน์จากรังสียูวีได้ เช่น การเปิดพื้นที่ให้ได้รับแสงแดด การนำสิ่งของไปตากแดดเพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อ รวมถึงการออกแบบอาคารให้มีแสงธรรมชาติเข้าถึง อย่างไรก็ตามควรใช้รังสียูวีอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะแสงยูวีจากอุปกรณ์ฆ่าเชื้อที่มีความเข้มสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังและดวงตาได้ ควบคู่กับการใช้มาตรการพื้นฐาน เช่น การทำความสะอาดและสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อให้การป้องกันมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ ที่โดยสรุปแล้วปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความหนาแน่นของประชากร การถ่ายเทอากาศ สุขอนามัยในพื้นที่ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใสค่ะ โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเด็กจำนวนมากอยู่ร่วมกันในพื้นที่จำกัดและมีการสัมผัสใกล้ชิดตลอดวัน ตัวอย่างเช่น ห้องเรียนที่ปิดทึบ อากาศไม่ถ่ายเท มีการใช้ของร่วมกัน และมีนักเรียนบางคนเริ่มมีอาการป่วยแต่ยังมาเรียนตามปกติ สถานการณ์ลักษณะนี้สามารถทำให้เชื้อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในห้องเรียน และลุกลามไปสู่หลายห้องหรือทั้งโรงเรียนในเวลาอันสั้น ดังนั้นการป้องกันจึงต้องอาศัยการจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับบุคคลและสถานที่ เช่น การส่งเสริมให้นักเรียนล้างมือเป็นประจำ การทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน การเปิดหน้าต่างเพื่อเพิ่มการระบายอากาศ และการคัดกรองนักเรียนที่มีอาการป่วยให้หยุดเรียนเพื่อลดการแพร่เชื้อ รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการฉีดวัคซีนในกลุ่มนักเรียนและบุคลากร เมื่อมีการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงของการระบาดในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนค่ะ สำหรับคนทั่วไปโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่ายในชีวิตประจำวันค่ะ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท หรือมีการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน ดังนั้นการป้องกันที่ได้ผลคือการดูแลสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เช่น ล้างมือบ่อย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย เปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเท และสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้หรือผื่นควรพักและหลีกเลี่ยงการไปในที่สาธารณะ นอกจากนี้การฉีดวัคซีนยังเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองก็เลือกใช้การล้างมือบ่อยๆ การจัดการข้าวของต่างๆ ให้เป็นระเบียบ ทำความสะอาดตลอดเวลา เปิดบ้านรับแสงและให้อากาศถ่ายเท หากไปในที่ชุมชนแออัดจะสวมใส่หน้ากากอนามัยค่ะ และออกกำลังกายประจำ เน้นการส่งเสริมสุขภาพ รับประทานอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ สำหรับวัคซีนฉีดไปแล้วค่ะ ตอนนี้คนในบ้านไม่มีใครเป็นโรคอีสุกอีใส และไม่มีใครมีอาการที่มีความเสี่ยงว่าจะเป็นค่ะ ก็อย่างที่ผู้เขขียนได้เน้นย้ำตลอค่ะว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสามารถคุกคามสุขภาพเราได้ ซึ่งโรคอีสุกอีใสเกี่ยวข้องยังไงกับสิ่งแวดล้อมนั้น ผู้เขียนก็ได้อธิบายไปแล้วในบทความนี้ค่ะ ก็อย่าลืมนำไปปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพกันค่ะทุกคน #อีสุกอีใส #อนามัยสิ่งแวดล้อม #การป้องกันโรค #การส่งเสริมสุขภาพ #โรคติดต่อ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย Freepik จาก FREEPIK, ภาพที่ 2,4 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน และภาพที่ 3 ถ่ายภาพโดย Lifestylememory จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางการดูแลสุขภาพ ในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อม ต้องทำอะไรบ้าง 9 วิธีคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการดูแลตัวเองที่ดีกว่า 9 แนวคิดด้านสุขภาพ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ที่ควรนำมาปรับใช้ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !