9 วิธีพักสมอง ดูสื่อเสพข้อมูล จากโลกออนไลน์ ทำยังไงได้บ้าง เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในแต่ละวันสมองของเราต้องรับข้อมูลจากโลกออนไลน์แทบตลอดเวลา ตั้งแต่ข่าวสาร โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงคอนเทนต์บันเทิงที่ไหลเข้ามาไม่หยุด แม้จะดูเหมือนไม่หนักหนา แต่การรับข้อมูลต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงพัก มักทำให้สมองอยู่ในโหมดตื่นตัวตลอดวันค่ะ หลายคนจึงรู้สึกเหนื่อย ล้า หรือฟุ้งซ่านโดยไม่รู้สาเหตุ ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนักกว่าปกติ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพราะเราเสพสื่อมากเกินไปเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เพราะสมองแทบไม่ได้หยุดจริงๆ ดังนั้นในบทความนี้เราจะรู้กันว่า จะทำยังไงดีเพื่อที่จะพักสมองในมุมใหม่ ที่ไม่ใช่การเลิกใช้ออนไลน์ แต่คือการใช้สื่ออย่างรู้ตัวและรู้จังหวะ ผ่านวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งที่ผู้เขียนจะได้พูดไว้นั้นก็ตั้งแต่การจัดการเวลา การคัดเลือกเนื้อหา ไปจนถึงการกลับมาให้พื้นที่กับโลกออฟไลน์ค่ะ โดยเมื่ออ่านจบแล้วคุณผู้อ่านจะมองภาพออกว่า หากสมองได้พักอย่างเหมาะสม การเสพสื่อจะไม่เป็นภาระอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับชีวิตได้อย่างสมดุลและไม่กระทบสุขภาพใจของเราค่ะ และต่อไปนี้คือแนวทางนะคะ 1. หยุดไถหน้าจอแบบไม่รู้ตัว การไถหน้าจอแบบไม่รู้ตัวเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยมากในโลกออนไลน์ค่ะ จากสถานการณ์นี้สมองถูกดึงให้รับข้อมูลต่อเนื่องโดยไม่มีจุดหยุด ทำให้เหนื่อยล้าโดยที่เราไม่ทันสังเกต หลายครั้งเราไม่ได้ตั้งใจจะดูอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็เผลอไถต่อไปเรื่อยๆ จากข่าวหนึ่งไปอีกคลิปหนึ่ง จากโพสต์หนึ่งไปอีกโพสต์หนึ่ง พฤติกรรมนี้ทำให้สมองไม่มีโอกาสประมวลผลหรือพักจริงๆ และอาจสะสมความเครียด ความฟุ้งซ่าน และความล้าทางอารมณ์โดยไม่รู้ตัว โดยสิ่งที่ควรทำคือฝึกหยุดเมื่อรู้ตัวว่ากำลังไถโดยไม่มีเป้าหมายค่ะ หากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่ากำลังจะดูอะไร ให้ลองวางลงทันที หรือกำหนดจุดจบให้ตัวเอง เช่น ดูจบแค่โพสต์นี้หรือคลิปนี้แล้วหยุด การตั้งใจไถแทนการไถอัตโนมัติ จะช่วยให้สมองได้พักมากขึ้น และทำให้การใช้สื่อออนไลน์กลับมาอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ ไม่ใช่ถูกดึงไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวนะคะ 2. กำหนดเวลาเสพข่าวและโซเชียลให้ชัด ปัญหาของการเสพข่าวและโซเชียลไม่ใช่การดูบ่อยหรือดูนานอย่างเดียวค่ะ แต่คือการเสพแบบไม่มีขอบเขต ทำให้สมองถูกดึงความสนใจซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรควรหยุด เมื่อไม่มีจุดเริ่มหรือจุดจบที่ชัด สมองจะอยู่ในสภาพพร้อมรับข้อมูลตลอดเวลา จึงส่งผลให้รู้สึกล้า ฟุ้งซ่าน หรือขาดสมาธิ แม้จะไม่ได้เสพเนื้อหาที่รุนแรงก็ตามนะคะ โดยความเหนื่อยนี้มักเกิดจากการขาดช่วงพักทางความคิด มากกว่าปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว และสิ่งที่เราควรทำคือกำหนดกรอบเวลาให้การเสพข่าวและโซเชียลมีจุดเริ่มและจุดจบที่ชัด เช่น เลือกดูเมื่อมีเวลาว่างจริงๆ หรือดูเฉพาะช่วงที่ตั้งใจ ไม่เปิดแอปขึ้นมาโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่หยิบโทรศัพท์ การรู้ว่าเรากำลังเสพข้อมูลในช่วงเวลาใด จะช่วยให้สมองแยกออกได้ระหว่างเวลารับข้อมูลกับเวลาพัก และทำให้การใช้สื่อออนไลน์ไม่รบกวนสมดุลของชีวิตประจำวันมากเกินไปค่ะ 3. เลือกเสพสื่อให้น้อย แต่มีคุณภาพ ในโลกออนไลน์เราไม่ได้ขาดข้อมูลค่ะ แต่มีข้อมูลมากเกินไปจนสมองรับไม่ไหว การเสพสื่อจำนวนมากในแต่ละวันก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจโลกมากขึ้นเสมอไปหรอกนะคะ แต่กลับทำให้สมองต้องสลับเรื่องเร็วขึ้น คิดตื้นลง และเหนื่อยง่ายโดยไม่รู้ตัว เพราะสื่อที่ไม่มีคุณภาพหรือซ้ำซ้อน มักดึงพลังงานความสนใจไปโดยไม่ให้คุณค่ากลับมา ดังนั้นการเลือกเสพให้น้อยลงจึงไม่ใช่การพลาดข้อมูล แต่คือการลดภาระของสมองค่ะ โดยสิ่งที่คุณผู้อ่านควรหันมาลงมือทำ คือ คัดเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสอดคล้องกับสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้จริงๆ อาจเลือกติดตามเพียงไม่กี่แหล่ง แต่อ่านหรือดูอย่างตั้งใจ แทนการเปิดผ่านหลายแอปพร้อมกัน หากเนื้อหาใดอ่านแล้วรู้สึกเครียด ฟุ้งซ่าน หรือไม่ได้ประโยชน์ ควรกล้าปิดหรือเลิกติดตาม การเลือกเสพสื่ออย่างมีคุณภาพจะช่วยให้สมองรับข้อมูลได้ลึกขึ้น เหนื่อยน้อยลง และมีพื้นที่ว่างสำหรับการคิดและพักอย่างแท้จริงค่ะ 4. เว้นระยะจากหน้าจอระหว่างวัน การอยู่กับหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน มักทำให้สมองและร่างกายทำงานในโหมดเดียวตลอดเวลาค่ะ เพราะต้องใช้สายตาจดจ่อ ความคิดไม่หยุด และระบบประสาทไม่ได้พักจริง แม้จะไม่ได้รู้สึกเหนื่อยทันที แต่ความล้าจะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นอาการตึง เครียด หรือหมดพลังโดยไม่รู้ตัวนะคะ ซึ่งการไม่เว้นระยะจากหน้าจอจึงไม่ใช่แค่เรื่องสายตา แต่ส่งผลต่อสมาธิและอารมณ์โดยรวมด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือจัดช่วงพักสั้นๆ ระหว่างวันให้สมองได้เปลี่ยนโหมด เช่น ลุกจากโต๊ะ เดินยืดเส้น มองออกไปไกลๆ หรือทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้หน้าจอสัก 5–10 นาที โดยไม่จำเป็นต้องพักนาน แค่พักให้สม่ำเสมอค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการเว้นระยะจากหน้าจอเป็นการให้สมองได้หายใจ ลดความล้า และช่วยให้กลับมามีสมาธิและพลังกับการใช้สื่อออนไลน์ในช่วงถัดไปได้ดีขึ้นค่ะทุกคน 5. ทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้หน้าจอ เมื่อสมองใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไป การรับรู้จะถูกกระตุ้นตลอดเวลา ทั้งภาพ เสียง และข้อมูลที่ไหลเข้ามาไม่หยุดค่ะ ดังนั้นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้หน้าจอจึงเป็นโอกาสให้สมองได้พักจากการประมวลผลอย่างต่อเนื่อง เป็นการเปลี่ยนโหมดจากการรับข้อมูล ไปสู่การอยู่กับร่างกายและสภาพแวดล้อมจริงรอบตัว โดยช่วงเวลานี้ช่วยลดความล้า ความฟุ้งซ่าน และความตึงเครียดที่สะสมจากการเสพสื่อออนไลน์ได้ ซึ่งสิ่งที่เราควรทำคือเลือกกิจกรรมง่ายๆ ที่ไม่เกี่ยวกับหน้าจอ เช่น เดินเล่น ยืดเส้น อ่านหนังสือกระดาษ จัดบ้าน หรือทำงานฝีมือเล็กๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมพิเศษค่ะ แค่เป็นสิ่งที่ทำให้สมองไม่ต้องจ้องหรือไถหน้าจอ การให้เวลากับกิจกรรมออฟไลน์อย่างตั้งใจ จะช่วยให้สมองได้พักจริง ฟื้นพลังความคิด และกลับมาใช้งานหน้าจออย่างสมดุลมากขึ้นในชีวิตประจำวันได้ 6. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น การแจ้งเตือนคือหนึ่งในตัวกระตุ้นที่รบกวนสมองบ่อยที่สุดค่ะ แม้จะเป็นเสียงหรือการสั่นเพียงสั้นๆ ก็ตาม แต่ทุกครั้งที่แจ้งเตือนดังขึ้น สมองจะถูกดึงความสนใจออกจากสิ่งที่กำลังทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งการถูกขัดจังหวะซ้ำๆ ทำให้สมาธิขาดตอน ความคิดไม่ต่อเนื่อง และเกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจได้โดยไม่รู้ตัว แม้ไม่ได้เปิดดูเนื้อหาทันที แต่การรับรู้ว่ามีแจ้งเตือนเข้ามาก็เพียงพอที่จะรบกวนสมองแล้วนะคะ โดยสิ่งที่เราควรทำคือคัดกรองการแจ้งเตือนให้เหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น การติดต่อจากคนสำคัญ หรือเรื่องงานที่ต้องตอบทันที ส่วนแอปข่าว โซเชียล หรือโปรโมชั่น สามารถปิดหรือปรับให้แจ้งเตือนน้อยลงได้ การลดเสียงรบกวนจากหน้าจอจะช่วยให้สมองมีพื้นที่จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้น และทำให้การเสพสื่อออนไลน์เป็นไปอย่างสงบและมีสติมากกว่าเดิมค่ะ 7. สังเกตอารมณ์ตัวเองหลังเสพสื่อ การเสพสื่อไม่ได้ส่งผลแค่ต่อข้อมูลที่เราได้รับเท่านั้นนะคะ แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกโดยตรง บางเนื้อหาอาจทำให้เครียด หดหู่ โกรธ หรือเปรียบเทียบตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว แม้จะดูหรืออ่านเพียงไม่นาน แต่อารมณ์เหล่านี้สามารถค้างอยู่กับเราได้นานกว่าที่คิดค่ะ หากไม่ทันสังเกต สมองจะค่อยๆ สะสมความรู้สึกเหล่านี้จนกลายเป็นความล้า ความกังวล หรือความไม่สบายใจโดยไม่รู้ที่มา ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือหยุดสังเกตตัวเองหลังเสพสื่อแต่ละครั้ง ถามตัวเองง่ายๆ ว่าเรารู้สึกอย่างไร ผ่อนคลายขึ้นหรือหนักใจมากขึ้น หากเนื้อหาใดทำให้อารมณ์แย่ ควรลดการเสพหรือเว้นระยะจากแหล่งนั้น ซึ่งการรู้ทันอารมณ์ไม่ใช่การห้ามตัวเองดูสื่อค่ะ แต่คือการเลือกดูอย่างมีสติ เพื่อปกป้องสุขภาพใจและทำให้การใช้สื่อออนไลน์ไม่กระทบสมดุลทางอารมณ์ในชีวิตประจำวัน 8. ยอมรับว่า “ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง” ก็ได้ ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วและต่อเนื่อง หลายคนรู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัวว่าต้องตามทุกข่าว ทุกกระแส และทุกประเด็นให้ทัน ความคิดว่า “กลัวตกข่าว” ทำให้สมองอยู่ในโหมดเฝ้าระวังตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกเรื่องจะจำเป็นต่อชีวิตเราโดยตรงค่ะ ซึ่งการพยายามรู้ทุกอย่างอาจไม่ได้ทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น แต่กลับทำให้สมองล้า สับสน และรับข้อมูลได้ตื้นลงนะคะ และสิ่งที่เราควรทำคือยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง เลือกติดตามเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชีวิต งาน หรือความสนใจจริงๆ ก็พอ หากพลาดข่าวบางเรื่องไปก็ไม่ใช่ความผิดอะไร ซึ่งการปล่อยวางข้อมูลที่ไม่จำเป็นคือการเปิดพื้นที่ให้สมองได้พักและคิดได้ลึกขึ้น เมื่อไม่ต้องแบกรับทุกกระแส สมองจะเบาลง อารมณ์นิ่งขึ้น และการเสพสื่อออนไลน์จะกลับมาอยู่ในจุดที่สมดุลและเป็นมิตรกับสุขภาพใจได้มากกว่าเดิมค่ะ 9. ให้เวลากับโลกออฟไลน์อย่างตั้งใจ การอยู่ในโลกออนไลน์ตลอดเวลาอาจทำให้เราห่างจากประสบการณ์ตรงรอบตัวโดยไม่รู้ตัวค่ะ แม้ร่างกายจะอยู่กับคนหรือสถานที่จริง แต่ความคิดกลับจดจ่ออยู่กับหน้าจอ โลกออฟไลน์จึงกลายเป็นเพียงฉากหลังแทน ซึ่งการขาดการเชื่อมต่อกับสิ่งรอบตัวเช่นนี้ ทำให้สมองไม่ได้รับความรู้สึกจริง ทั้งการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและความสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพักสมองและฟื้นพลังทางอารมณ์นะคะ โดยสิ่งที่ควรทำคือจัดเวลาให้ตัวเองได้อยู่กับโลกออฟไลน์อย่างตั้งใจบ้าง เช่น พูดคุยกับคนรอบตัวโดยไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เดินเล่น สังเกตสิ่งแวดล้อม หรือทำกิจกรรมที่อยู่กับปัจจุบันโดยไม่ต้องถ่ายหรือโพสต์ตลอดเวลาก็ได้ การให้เวลากับโลกออฟไลน์ไม่ใช่การตัดขาดจากออนไลน์ค่ะ แต่เป็นการสร้างสมดุล เพื่อให้สมองได้พักจริง อารมณ์นิ่งขึ้น และกลับมาใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีสติมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา จบแล้วค่ะทุกคน พอจะเห็นภาพบ้างแล้วใช่ไหมว่าเราต้องทำอะไรบ้าง โดยจากทั้ง 9 วิธีที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้นั้นจะเห็นได้ว่า การพักสมองจากการเสพสื่อออนไลน์ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากโลกดิจิทัลค่ะ แต่เริ่มจากการรู้เท่าทันพฤติกรรมของตัวเอง ตั้งแต่การหยุดไถหน้าจอแบบอัตโนมัติ การกำหนดเวลาเสพสื่อ การเลือกเนื้อหาที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการสังเกตอารมณ์หลังการรับข้อมูล โดยทุกวิธีล้วนช่วยลดภาระของสมองที่ต้องรับข้อมูลต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงพักได้ เพราความล้าทางความคิดและอารมณ์จำนวนมากไม่ได้เกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่สมองไม่มีพื้นที่ว่างให้หยุดและประมวลผลอย่างแท้จริงนะคะ ซึ่งการนำแนวทางในบทความนี้ไปใช้ คือ การคืนจังหวะพักให้สมองในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น การเว้นระยะจากหน้าจอ หรือการให้เวลากับโลกออฟไลน์อย่างตั้งใจ การยอมรับว่าไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เราเสพสื่ออย่างมีสติค่ะ เมื่อสมองได้พัก ความคิดจะชัดขึ้น อารมณ์นิ่งขึ้น และการอยู่ในโลกออนไลน์จะไม่กลายเป็นภาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สมดุลและสามารถดูแลสุขภาพใจได้ในระยะยาวนะคะ สำหรับประเด็นนี้ในกรณีของผู้เขียนนั้น มองว่าตัวเองไม่ได้เสพข้อมูลจนสมองล้าค่ะ คือก็มีบ้างมานั่งไถหน้าจอ แต่จะไถหาไอเดียมากกว่า เพราะบางทีบางบทความที่ผู้เขียนนำมาเขียนก็มาจากไปเจอคลิปบางคลิปที่เป็นความไม่ปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งถ้าพูดในเรื่องของการแจ้งเตือนนั้นเทคนิคนี้ผู้เขียนใช้ประจำค่ะ คือโดยส่วนตัวใช้สื่อต่างๆ อยู่แล้ว แต่โดยมากใช้เพื่อการเรียนรู้นะคะ ที่บางทีนั่งฟังจนจบค่ะ ซึ่งบางคลิปนานมากเป็นชั่วโมงๆ เลย บางคลิปสั้นแต่รวมกันหลายคลิปนานๆ แบบนี้ก็จะแบ่งฟังแบ่งดูค่ะ คือโดยภาพรวมยังมีดูการดูอะไรเล่นๆ เพลินๆ บ้าง ดูฝรั่งทำส้มตำบ้าง แต่ทั้งหมดมีสติในการดู ไม่ได้ดูจนไม่หลับไม่นอนและเสียการเสียงานค่ะ ตอนทำงานรู้ว่าต้องดูหรือไม่ดู และปกติตอนทำงานเกี่ยวกับการเขียนบทความจะไม่ดูโทรศัพท์เลยค่ะ ดูไม่ได้เสียสมาธิมากๆ ขนาดมีคนมาพูดด้วยยังไม่ได้ยินเลย เพราะสมาธิอยู่ที่ตัวหนังสือหมด สำหรับกิจกรรมออฟไลน์ที่ทำตอนไม่ดูจอ ก็อย่างเช่น นอนพักกลางวัน ซึ่งก็ไม่ได้ทำบ่อยค่ะ น้อยมากที่จะนอนพักกลางวันแต่เคยทำ ส่วนทำสวน อ่านหนังสือกระดาษ รดน้ำต้นไม้ ปลูกผัก ทำความสะอาดบ้าน จัดบ้าน ไปทำอาหาร ไปเก็บผัก แวะไปตลาด ไปปลูกผัก ก็มีประมาณนี้ที่ทำประจำ ดูเหมือนเป็นคนน่าเบื่อแต่ไม่น่าเบื่อค่ะ เพราะตอนนี้สมองสามารถโกัสได้ดีมาก และที่นำรูปของบรอกโคลีมาประกอบบทความนี้ นั่นคือผลลัพธ์ของการที่ไปปลูกมาช่วงที่ไม่ได้อยู่กับหน้าจอค่ะ ก็ลองดูค่ะทุกคน ลองนำเทคนิคต่างๆ ไปปรับใช้กัน เพราะอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี อะไรที่น้อยเกินไปก็ไม่ดี ที่ดีคือต้องพอดีๆ นะคะ #วิธีดูแลสมอง #การส่งเสริมสุขภาพ #ดูแลสุขภาพ #การป้องกันโรค #สมอง เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย Tirachardz จาก FREEPIK, ภาพที่ 2,4 ถ่ายภาพโดยผู้เขียนและภาพที่ 3 AI Generated โดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 10 วิธีส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยตัวเอง ให้มีความสุข ลดความเครียด 9 แนวคิดด้านสุขภาพ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ที่ควรนำมาปรับใช้ 9 ทริคจัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน ให้สนับสนุนการออกกำลังกาย ทำไงดี เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !