เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน หลายคนเริ่มมีอาการจาม คัดจมูก เจ็บคอ หรือมีน้ำมูกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกต่อเนื่อง หรือเมื่อต้องใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกับคนจำนวนมาก หนึ่งในสิ่งที่หลายคนสังเกตเป็นอันดับแรกคือ สีของน้ำมูก โดยเฉพาะเมื่อน้ำมูกจากที่เคยใสเริ่มกลายเป็นสีขาว เหลือง หรือเขียว จนอาจเกิดความกังวลว่าเป็นไซนัสอักเสบหรือติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ แต่ความจริงแล้ว สีของน้ำมูกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ การประเมินจำเป็นต้องดูอาการอื่นและระยะเวลาที่เป็นร่วมด้วย ทำไมช่วงหน้าฝนถึงมีน้ำมูก คัดจมูก และอาการทางเดินหายใจบ่อย? ในประเทศไทย ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจหลายชนิด ทั้งไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 RSV และโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ นอกจากเรื่องการติดเชื้อแล้ว สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความชื้น ฝุ่น เชื้อรา รวมถึงการเข้าออกระหว่างพื้นที่กลางแจ้งที่ชื้นกับห้องปรับอากาศ ยังอาจกระตุ้นอาการของผู้ที่มี ภูมิแพ้จมูก ได้ เมื่อเยื่อบุภายในจมูกเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ ร่างกายจะสร้างน้ำมูกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือรู้สึกหายใจทางจมูกไม่สะดวก ดังนั้น การมีน้ำมูกในช่วงหน้าฝนไม่ได้หมายความว่าเป็นไซนัสอักเสบเสมอไป สีน้ำมูกแต่ละแบบกำลังบอกอะไรเรา? น้ำมูกใส น้ำมูกใสสามารถพบได้ตามปกติ แต่หากมีปริมาณมากและไหลต่อเนื่อง อาจสัมพันธ์กับหวัดในระยะแรก ภูมิแพ้ หรือการระคายเคืองของเยื่อบุจมูก หากมีอาการ จามบ่อย คันจมูก คันตา หรือน้ำตาไหล ร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสฝุ่น อากาศเปลี่ยน หรืออยู่ในห้องที่มีความชื้นสูง อาจต้องพิจารณาเรื่องภูมิแพ้จมูกร่วมด้วย น้ำมูกสีขาวหรือขุ่น เมื่อน้ำมูกเริ่มเหนียวข้นและมีสีขาวหรือขุ่น อาจเกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกบวมและอักเสบ ทำให้การระบายน้ำมูกไม่ดีเท่าเดิม ลักษณะเช่นนี้สามารถพบได้ในผู้ที่เป็นหวัดหรือมีการอักเสบของโพรงจมูก และยังไม่สามารถสรุปจากสีเพียงอย่างเดียวได้ว่าเกิดจากเชื้อชนิดใด น้ำมูกสีเหลืองหรือสีเขียว นี่เป็นสีที่ทำให้หลายคนกังวลมากที่สุด และมักมีความเข้าใจว่า “น้ำมูกเขียว = ติดเชื้อแบคทีเรีย = ต้องกินยาปฏิชีวนะ” แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป การเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวสามารถเกิดขึ้นระหว่างที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังตอบสนองต่อการอักเสบหรือติดเชื้อ โดยอาจพบได้ทั้งการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ดังนั้น หากมีเพียงน้ำมูกเหลืองหรือน้ำมูกเขียว แต่ไม่มีอาการผิดปกติอื่น การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม น้ำมูกมีเลือดปน เลือดปริมาณเล็กน้อยในน้ำมูกอาจเกิดขึ้นจากเยื่อบุภายในจมูกระคายเคือง การสั่งน้ำมูกแรง แคะจมูก หรือเยื่อบุจมูกแห้ง อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกบ่อย เลือดออกมาก หรือมีอาการคัดจมูกและเลือดปนเฉพาะข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ น้ำมูกแบบไหนเริ่มต้องระวัง “ไซนัสอักเสบ” แทนที่จะสังเกตเพียงสีของน้ำมูก ควรดูอาการโดยรวมร่วมกัน อาการที่สามารถพบในผู้ที่มีไซนัสอักเสบ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกข้นหรือเปลี่ยนสี ปวดหรือรู้สึกแน่นบริเวณใบหน้า ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง โดยเฉพาะหากอาการเป็นต่อเนื่อง มากกว่า 10 วันโดยไม่ดีขึ้น หรือในช่วงแรกเหมือนกำลังดีขึ้นแล้วกลับมีอาการหนักขึ้นอีก รวมถึงมีไข้สูงร่วมกับน้ำมูกข้นและปวดบริเวณใบหน้ามาก ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ มีน้ำมูกช่วงหน้าฝน ดูแลตัวเองอย่างไร? หากมีอาการน้ำมูก คัดจมูก หรือจามในช่วงหน้าฝน แต่ยังไม่มีไข้สูง หายใจลำบาก หรืออาการรุนแรง การดูแลตัวเองเบื้องต้นสามารถช่วยลดความไม่สบายและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเหมาะสม ควรหลีกเลี่ยงการพักผ่อนน้อยหรือทำงานหนักต่อเนื่องในช่วงที่มีอาการ เพราะอาจทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลง ควร ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน โดยเฉพาะน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ เพราะช่วยให้สารคัดหลั่งในจมูกไม่เหนียวข้นจนเกินไป และอาจช่วยลดความรู้สึกระคายคอหรือคัดจมูกได้ในบางราย ในช่วงหน้าฝน ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้หรือเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้นควรพยายามหลีกเลี่ยง ฝุ่น ควันบุหรี่ มลพิษ กลิ่นฉุน และบริเวณที่อับชื้นหรือมีเชื้อรา เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดอาการจาม คัดจมูก และมีน้ำมูกมากขึ้นได้ หากมีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำมูกเหนียว การ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างถูกวิธี อาจช่วยชะล้างน้ำมูก ฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ และสิ่งสกปรกภายในโพรงจมูกออกไป ทำให้หายใจสะดวกขึ้นในบางราย โดยควรใช้น้ำเกลือที่เหมาะสมและอุปกรณ์ที่สะอาด รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์และปล่อยให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง อีกเรื่องที่ควรระวังคือการซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะ ยาปฏิชีวนะ เพราะน้ำมูกที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเขียวไม่ได้หมายความว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป โรคหวัดจำนวนมากเกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาไวรัสได้ การใช้ยาโดยไม่จำเป็นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงและปัญหาเชื้อดื้อยาได้ ในระหว่างที่มีอาการ ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายร่วมด้วย เช่น ระยะเวลาที่มีน้ำมูก มีไข้หรือไม่ ปวดบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตาหรือไม่ รวมถึงอาการโดยรวมกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าสีของน้ำมูกเพียงอย่างเดียว หากอาการไม่ดีขึ้นหลังผ่านไปหลายวัน เป็นต่อเนื่องนานกว่า 10 วัน มีไข้สูง ปวดหรือแน่นใบหน้ามาก หายใจลำบาก หรืออาการดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงอีกครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม สีของน้ำมูกเป็นเพียง “เบาะแส” ไม่ใช่คำวินิจฉัย เมื่อมีอาการหวัดในช่วงหน้าฝน การสังเกตลักษณะของน้ำมูกมีประโยชน์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการดูว่าอาการเป็นมานานแค่ไหน มีไข้หรือไม่ มีอาการปวดหน้า คัดจมูก หรือการรับกลิ่นเปลี่ยนไปหรือไม่ และอาการโดยรวมกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง ข้อมูลจากบทความ “สีน้ำมูก บอกโรค? รู้ทันอาการที่ควรพบแพทย์” ของโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายไว้ว่า สีน้ำมูกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ระบุสาเหตุหรือความรุนแรงของโรคได้ จำเป็นต้องพิจารณาอาการและระยะเวลาที่เป็นร่วมกัน ข้อมูลทางการแพทย์ของบทความต้นฉบับได้รับการทบทวนโดย นพ.บรรณวัชร ตันติคุณ แพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิกวิทยา ด้านโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล หากมีอาการคัดจมูก น้ำมูก หรืออาการผิดปกติเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาการที่เข้าได้กับไซนัสอักเสบ การตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก จะช่วยหาสาเหตุและเลือกแนวทางดูแลได้เหมาะสมมากกว่าการประเมินจากสีของน้ำมูกเพียงอย่างเดียว รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !