สภาวะคนเมืองปัจจุบัน ใน 1 วัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน มีภาวะต่างๆ มากมายสร้างความกดดันเล็กๆ ทำให้เกิดภาวะเครียดได้ ปัญหามีตั้งแต่ ฝุ่น PM 2.5, เชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19), การเงิน รายได้ รายจ่ายต่างๆ, ภาวะเครียดในที่ทำงาน รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เช่น ภาวะเครียดจากการหวาดหวั่นอาจจะโดนบอกเลิกจ้าง และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหาเหล่านี้บั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจของเราค่ะ หากมีสะสมเป็นจำนวนมากเข้าจะกลายเป็นภาวะเครียดสะสมได้ ซึ่งภาวะเครียดสะสมนั้น อาจนำไปสู่ “โรคเครียด” (Acute Stress Disorder) ที่เป็นปัญหาสุขภาพที่อัตราย จะต้องได้รับการรักษาโดยการรับประทานยาตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสั่งจ่าย และจะต้องปฏิบัติตนเอง จัดการอาการของโรคไม่ให้แย่ลง พร้อมทั้งต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเห็นว่าการหายขาดจากโรคนี้เป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลามากๆ ค่ะ ดังนั้น เราควรป้องกันตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้ ภาพโดย Istvan Brecz-Gruber จาก Pixabay 1. อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือทำสิ่งที่ชอบ - สิ่งแรกที่จะแนะนำคือ การจะพักรบกับปัญหาต่างๆ ในระยะสั้น นั่นก็คือเมื่อสบโอกาสให้เราเบี่ยงเบนหรือหลีกหนีออกจากจุดที่เป็นปัญหานั้นๆ ซะ โดยลงมือทำเรื่องง่ายที่สุดที่เราสามารถปฏิบัติได้เลย เช่น การอ่านหลังสือเล่มโปรด หรือดูละคร หนัง ซีรี่ย์ เรื่องที่ชอบ เพื่อให้ลืมปัญหาที่เผชิญอยู่ไปซักพักก่อน หากสบายใจแล้วค่อยกลับไปรบกับปัญหานั้นๆ ต่อค่ะ ภาพโดย Pezibear จาก Pixabay 2. ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือทำกิจกรรมที่ชอบ - การออกกำลังกายเป็นเวลาที่มากพอ หาเพื่อนๆ สังเกตุเวลาเราออกกำลังการมีเหงื่อออก หลังจากอาบน้ำชำระร่างกาย จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นหลังความเหนื่อยล้า เป็นทางเลือกในการพักสมองที่ดีอย่างหนึ่งค่ะ ภาพโดย Just killing time จาก Pixabay 3. ฝึกทำสมาธิ - การตั้งสติก่อนเผชิญปัญหาเป็นสิ่งที่ดีมาก และจะทำให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากค่ะ ในการปฏิบัติสามารถทำได้หลายวิธี อาจจะไหว้พระตอนเช้าหรือเย็น จากนั้นนั่งสมาธิสักครึ่งชั่วโมง หรือหากไม่มีเวลามากขนาดนั้น วิธีง่ายๆ คือฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ โดยการหลับตา แล้วหายใจลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ สัก 2-3 ครั้ง เมื่อลืมตาขึ้นมาจะพบว่ารู้สึกผ่อนคลายมากๆ ค่ะ ภาพโดย Honey Kochphon Onshawee จาก Pixabay 4. พูดคุย ปรึกษาปัญหากับเพื่อน หรือคนสนิท - การได้พูดคุยหรือระบายสิ่งที่เราได้ประสบพบเจออยู่ออกมานั้น จะเป็นเหมือนการปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาอยู่ภายในจิตใจของเราค่ะ คนที่จะรับฟังเรื่องราวของเราก็ขึ้นอยู่กับเรื่องราวนั้นๆ หากเป็นเรื่องเซ็นซิทีฟมากๆ ก็ไม่ควรเล่าสู่คนที่ไม่ค่อยสนิท เพราะอาจะเป็นการสร้าง หรือนำไปสู่เรื่องเครียดหรือปัญหาถัดมาได้ แต่หากเป็นเรื่องทั่วไป ก็ระบายกับเพื่อนๆ หรือใครๆ ก็ได้ค่ะ ภาพโดย Just killing time จาก Pixabay 5. เข้าพบและรับวิธีปฏิบัติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ - หากสุดท้ายแล้วไม่มีผู้ที่ไว้วางใจที่เล่าหรือระบาย หรือปฏิบัติตามข้อที่ 1-4 แล้วก็ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น ผู้เขียนแนะนำให้ปรึกษาปัญหาและรับวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์ เพื่อบำบัดความคิดและปรับพฤติกรรมให้ถูกต้องและเหมาะสมตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ค่ะ เพื่อนๆ คิดเหมือนกันไหมว่า ไม่ว่าจะปัญหาจะเป็นเรื่องใด เล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหน สุดท้ายแล้วเราก็จะผ่านมันไปได้เสียทุกครั้งเลยค่ะ (ในบางท่านอาจจะมีบาดแผลให้จดจำเล็กน้อย) แต่ถ้านึกย้อนกลับไปแล้ว เราทุกคนล้วนผ่านเรื่องราวมามากมาย บางเรื่องอาจจะต้องเสียน้ำตา บางเรื่องอาจจะทำให้หัวเราะออกมาดังๆ อย่างอดไม่ได้ก็มีค่ะ ดังนั้นขอให้เพื่อนๆ ยิ้มให้กับตัวเอง เข้มแข็งและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นปกติสุขทุกคนนะคะ :)