ทำตามทุกขั้นตอนในคลิปแบบไม่มีผิด — ฐานบางเฉียบ คอนซีลเฉพาะจุดที่จำเป็น ไม่แต่งทับอะไรเพิ่ม — แล้วส่องกระจกได้หน้าที่ซีดกว่าตอนไม่ได้แต่งหน้าเสียอีก หลายคนเจอปัญหานี้แล้วคิดว่าตัวเองทำผิดขั้นตอน แต่จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ทำมากไป" แต่อยู่ที่ "ตัดออกมากเกินไป" — โดยเฉพาะสีที่กลางหน้า ลุคปรุงจืดที่ "ถูก" คืออะไรกันแน่ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าลุค no-makeup makeup = ตัดผลิตภัณฑ์ออกทั้งหมด จริงๆ แล้วแนวคิดของลุคนี้คือการเลือกวาง "สีน้อยชิ้น ถูกจุด" เพื่อให้ผิวดูเหมือนธรรมชาติ ไม่ใช่ให้หน้าว่างเปล่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังต้องอยู่ในลุคนี้คือกลุ่ม warm tone เบาๆ ได้แก่ บลัชออนโทนอุ่น, บรอนเซอร์แบบ matte และไฮไลต์จุดเดียว — สามชิ้นนี้ทำหน้าที่แทนสีผิวตามธรรมชาติที่ฐานโปร่งบางทำให้หายไป ถ้าตัดออกหมดก็เท่ากับลบสีออกจากหน้าโดยไม่เติมอะไรคืน 3 จุดกลางหน้าที่ห้ามตัดสีออก โหนกแก้ม — บลัชออนโทน peach หรือ terra cotta จุดนี้คือหัวใจของลุคปรุงจืด ถ้าข้ามไปหน้าจะดูแบนและเฉา วิธีลงคือแตะแปรงพัดเบาๆ บริเวณโหนกแก้มแล้วปัดขึ้นไปทางขมับเล็กน้อย ไม่ใช่ลงวงกลมใต้ตา จุดที่คนมักพลาดคือลงต่ำเกินไปจนดูเป็นเส้น แทนที่จะดูเหมือนสีผิวตามธรรมชาติ เลือกเฉด peach สำหรับผิวขาว-กลาง หรือ terra cotta สำหรับผิวสองสีขึ้นไป จมูกและกรอบหน้า — บรอนเซอร์ matte เบาๆ บรอนเซอร์ทำหน้าที่สร้างมิติให้ใบหน้าดูไม่แบนราบ ลงที่บริเวณหน้าผากส่วนบน สองข้างจมูก และขากรรไกรเบาๆ ด้วยแปรงพัดขนาดใหญ่เพื่อให้กระจายตัวแบบโปร่ง ข้อผิดพลาดหลักคือเลือกเฉดที่มี shimmer ผสม ซึ่งจะทำให้ดูเป็นเงาผิดธรรมชาติ ควรเลือกเนื้อ matte เฉด nude brown หรือ cool taupe เท่านั้น หัวตา — ไฮไลต์หรือแชมเปญอ่อนๆ จุดเล็กที่มักถูกมองข้ามแต่เปลี่ยนผลลัพธ์ได้ชัด แตะไฮไลต์หรือเพิ่มเฉดแชมเปญบริเวณหัวตาและกระบอกตาด้านใน (tear duct area) เบาๆ ด้วยนิ้วหรือแปรงขนาดเล็ก วิธีนี้ทำให้ดวงตาดูตื่นและเปิดกว้างโดยไม่ต้องลงอายแชโดว์เต็มๆ เลือกผลิตภัณฑ์ warm tone ยังไงให้เบาพอ เนื้อผลิตภัณฑ์สำคัญกว่าเฉดสี สำหรับลุคนี้ควรเลือก เนื้อฝุ่น (powder) หรือ ชิมเมอร์เบามาก เพราะควบคุมปริมาณได้ง่ายกว่าเนื้อครีมหรือลิควิด วิธีทดสอบง่ายๆ ก่อนใช้จริงคือแตะผลิตภัณฑ์บนหลังมือก่อนทุกครั้ง ถ้ามองเห็นเฉดชัดเจนบนหลังมือนั่นแปลว่าจะหนักเกินไปบนใบหน้า — ควรเคาะแปรงออกก่อนแล้วค่อยทาบหน้า เฉดที่ทำงานได้ดีกับลุคนี้: peach และ coral สำหรับบลัช, nude brown สำหรับบรอนเซอร์ — ทั้งหมดเป็นโทนอุ่นที่ใกล้กับสีผิวตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงเฉดที่ saturated สูงหรือมี pearl ปนมาก เพราะจะดูเด่นออกมาจากลุคทันที ลำดับการลงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ลุคดูธรรมชาติที่สุด ฐาน — กันแดด หรือ BB/CC ครีมเนื้อบาง เกลี่ยด้วยสปอนจ์ชุบน้ำหมาดๆ เพื่อให้ฟิล์มบางที่สุด คอนซีล — เฉพาะจุดที่จำเป็น ไม่ทาทั่วหน้า บรอนเซอร์ — ปัดที่กรอบหน้าและสองข้างจมูกเบาๆ เพื่อสร้างโครงก่อน บลัชออน — แตะที่โหนกแก้มปัดขึ้นทางขมับ ควรทำหลังบรอนเซอร์เสมอเพราะจะเห็นว่าต้องเติมสีมากแค่ไหน ไฮไลต์ — แตะจุดเดียวที่หัวตา บางคนเพิ่มที่สันจมูกเล็กน้อย แต่ไม่จำเป็น ลำดับนี้ช่วยให้แต่ละชิ้นส่งเสริมกันแทนที่จะทับซ้อน และง่ายต่อการประเมินว่าได้สีเพียงพอหรือยัง ลุคปรุงจืดที่ได้ผลไม่ใช่ "ยิ่งน้อยยิ่งดี" แต่คือ "น้อยแต่วางถูกจุด" — สามจุดกลางหน้าที่ว่ามาคือส่วนที่ทำให้ลุคนี้ดูเหมือนหน้าดีตามธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าซีดแบน ลองนำ step นี้ไปปรับกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วดู แล้วดูว่าผลต่างจากก่อนแค่ไหน หรืออ่านต่อในซีรีส์แต่งหน้าเบสิกเพื่อเทคนิคเพิ่มเติม รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. แท็ก: #ลุคปรุงจืด #nomakeupmakeup #บลัชออน #บรอนเซอร์ #แต่งหน้าเบสิก #เทคนิคแต่งหน้า #warmtone #แต่งหน้าธรรมชาติ ส่องเทรนด์แฟชั่น สวย ชิค คูล ดูดีมีสไตล์ ได้ที่นี่ App TrueID โหลดฟรี !