“ความโกรธ” ภาวะอารมณ์ที่รุนแรงและซับซ้อน เป็นต้นเหตุของพฤติกรรมที่ก้าวร้าวไร้เหตุผล จนอาจเป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง ผู้ที่กำลังมีความเครียดสูง อาจมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ และแสดงความโกรธรุนแรงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า เด็กที่มีภาวะสุขภาพจิตผิดปกติ และผู้ใหญ่ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่สมอง ก็มีแนวโน้มที่จะความคุมอารมณ์โกรธของตนเองไม่ได้เช่นกัน แต่หากเรารู้เท่าทันความโกรธแล้ว มันอาจแปรเปลี่ยนเป็นแรงกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง และปกป้องตนเองให้ไม่ต้องเผชิญกับอารมณ์โกรธเช่นนั้นอีก มีงานวิจัยพบว่า การฝึกควบคุมความโกรธ สามารถช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และลดโอกาสที่จะระเบิดอารมณ์โกรธอย่างรุนแรงได้ ถ้าอย่างนั้น ลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่า...เทคนิคในการระงับความโกรธนั้นมีอะไรบ้าง?! 1. ฝึกหายใจ เวลาโกรธเราจะหายใจเร็วและแรง วิธีที่ง่ายที่สุดในการสงบสติอารมณ์ คือ พยายามหายใจให้ช้าและลึก หายใจเข้าลึกๆ ดึงลมจากท้อง แล้วผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ และทำซ้ำเท่าที่จำเป็น 2. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อช้าๆ กล้ามเนื้อตึงเป็นสัญญาณหนึ่งของการโกรธ ลองยืดเส้นยืดสายช้าๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความตึงเครียด ค่อยๆ ไล่ลำดับจากหัวลงไปจรดเท้า 3. นึกถึงสิ่งที่ทำให้สบายใจ ลองนั่งในห้องเงียบๆ หลับตาสักพัก แล้วปล่อยความคิดให้ลอยไปถึงสถานที่หรือสิ่งที่ให้รู้สึกสบายใจ นึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และคิดถึงความรู้สึกดีที่เรามีในตอนนั้น 4. เคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังช่วยลดความเครียดในร่างกายและจิตใจได้ หลักการเดียวกัน เวลาโกรธจัดๆ ให้ออกไปเดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่ง หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ให้ร่างกายได้ปลดปล่อยพลังออกมา 5. สังเกตตนเอง ปกติคนเรามักจะรู้สึกหงุดหงิดกับบางสิ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก ลองนึกให้ดีว่า อะไรที่มักทำให้เราโมโหอยู่เสมอ เมื่อรู้แล้วก็พยายามเลี่ยง หรือหากเป็นไปได้ หาทางรับมือกับสิ่งเร้านั้นให้ได้ 6. หยุดและรับฟัง พยายามหยุดและฟังคู่สนทนาก่อน ทิ้งระยะรอให้จิตใจสงบ และคิดให้มากๆ ก่อนที่จะแสดงอาการอะไรออกไป อาจช่วยให้การพูดคุยจบลงด้วยดีได้ 7. เปลี่ยนความคิดใหม่ ตอนโมโหทุกสิ่งมักจะเลวร้ายกว่าที่เป็นจริงเสมอ เปลี่ยนความคิดลบด้วยความคิดบวก หลีกเลี่ยงคำพูดสุดโต่งอย่าง “เป็นไปไม่ได้หรอก” หรือ “มันก็แย่แบบนี้ตลอดแหล่ะ” 8. เลี่ยงสิ่งที่ทำให้โกรธ บางคนมักครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ แม้ว่าปัญหานั้นจะถูกแก้ไขไปแล้วก็ตาม นั่นทำให้ความขุ่นเคืองยังคงอยู่ในใจตลอดเวลา พยายามข้ามผ่านความคิดนั้นไปให้ได้ แล้วมุ่งมองไปที่สิ่งที่ดีในสถานการณ์นั้นๆ แทนดีกว่า 9. รู้จักร่างกายตนเอง เวลาโมโหร่างกายจะส่งสัญญาณให้เรารู้ เช่น หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีด หายใจแรง และอุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ฝึกสังเกตร่างกายตนเอง เมื่อใดก็ตามที่มีอาการข้างต้น จะได้เลี่ยงจากสถานการณ์ที่จะทำให้เราระเบิดอารมณ์โกรธได้ทัน 10. พึ่งผู้เชี่ยวชาญ เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่า เราควบคุมความโกรธยาก จนอาจเป็นอันตรายต่อตนเองและคนรอบข้าง นั่นถึงเวลาที่ควรปรึกษาจิตแพทย์แล้ว! แพทย์จะพูดคุยเพื่อหาเหตุของความโกรธ แนะนำวิธีรับมือ ตลอดจนหาหนทางบำบัดรักษาที่เหมาะสม อาจมีการให้ยารักษาร่วมด้วย