เราทุกคนรู้ว่า การกินมากเกินไปนั้นไม่ดีต่อร่างกาย เพราะสิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำให้ท้องของเราไม่สบายอีกด้วย บางคนไม่สนใจในเรื่องนี้มากนัก หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน กลับบ้านและทานอาหารดีๆ แต่ให้แน่ใจว่าคุณไม่กินมากเกินไป ในบทความนี้จะบอกคุณว่า การกินมากเกินไปมีอันตรายอย่างไร? มาดูกันเลย!ระบบย่อยอาหารของมนุษย์ต้องการการพักฟื้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง หากคุณอิ่มอาหารจากมื้อก่อนยังย่อยไม่หมด และอาหารจากมื้อถัดไปเติมเต็มกระเพาะอาหารอีก และระบบย่อยอาหารไม่สามารถพักฟื้นได้ตามสมควร เซลล์เยื่อบุผิวเยื่อบุกระเพาะอาหารมีอายุการใช้งานสั้นมาก และจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมทุกๆ 2-3 วัน นอกจากอาหารสามมื้อต่อวันแล้ว เรามักจะกินอาหารมื้อค่ำ ซึ่งทำให้เยื่อเมือกในกระเพาะอาหารไม่สามารถซ่อมแซมได้ การนอนตอนที่คุณอิ่มนั้นอันตราย บางคนกล่าวว่า “นอนเมื่ออิ่ม” เท่ากับการ “นอนรอโรค” เนื่องจากการเข้านอนทันทีหลังอาหารค่ำ เนื้อเยื่อและอวัยวะส่วนใหญ่ของร่างกายเริ่มเข้าสู่สภาวะ "พัก" ด้วยการเผาผลาญอาหารช้าลง ขณะที่ระบบทางเดินอาหารถูกบังคับให้ "ทำงานหนัก" ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลในบางส่วนของร่างกาย เนื่องจากการกักเก็บอาหารเป็นเวลานานในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารถูกบังคับให้หลั่งน้ำย่อยจำนวนมากซึ่งทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและมีแนวโน้มที่เป็นผลเสียและเกิดแผลจึงทำให้อาจเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ การกินที่มากเกินไปจะเพิ่มภาระให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายและการพัฒนาการของความผิดปกติ โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันพอกตับ โรคอ้วน และ โรคอื่นๆ ล้วนเกิดจากกินอิ่มมากเกินไป นอกจากนี้ปริมาณฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในร่างกายยังเป็นสัดส่วนกับปริมาณอาหารปกติความอิ่มในระยะยาวจะเพิ่มฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในร่างกายซึ่งจะทำให้กระดูกพรุนได้ง่าย คนที่มักจะกินอิ่มมากเกินไปตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนถึงวัยชรา เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในร่างกาย ถึงแม้จะบริโภคแคลเซียมมากขึ้นก็ยากที่จะไปเกาะตัวอยู่ในกระดูก ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อก่อนผู้เขียนจะรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ คือ มื้อเช้า มื้อเที่ยงและมื้อเย็น โดยทุกมื้อก็จะรับประทานจนอิ่ม ซึ่งส่วนมากก็เป็นข้าวเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่รู้สึกถึงผลเสียอะไร ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น พฤติกรรมการรับประทานอาหารทั้งสามมื้อจนอิ่ม ได้สร้างปัญหาให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมาก เพราะรู้สึกว่าน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่รับประทานอาหารเท่าเดิม ทำให้รู้สึกอึดอัด การเคลื่อนไหวก็เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า โดยพยายามลดปริมาณอาหารลง แต่ยังคงรับประทานทั้ง 3 มื้อตามปกติ หลังจากนั้นเวลาผ่านไป 1 เดือนรู้สึกว่าน้ำหนักเริ่มลดลง ทั้งนี้ประกอบกับการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ปัจจุบันนี้ผู้เขียนรับประทานอาหารเพียงแค่ 2 มื้อเท่านั้น ก็คือเฉพาะมื้อเช้าและมื้อเที่ยงเท่านั้น โดยในมื้อเช้าจะรับประทานเป็นอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ เป็นต้น โดยไม่รับประทานจนอิ่มมากเกินไป สำหรับอีกมื้อคือ มื้อเที่ยง ในมื้อนี้ผู้เขียนจะรับประทานเป็นข้าวสวย 1 จาน พร้อมกับข้าวที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ในมื้อนี้ก็บังคับตัวเองให้รับประทานได้แค่ 1 จานเท่านั้น แม้ว่าในบางมื้อกับข้าวจะถูกปากก็ตาม ก็พยายามข่มใจไว้ ส่วนมื้อเย็นพยายามจะไม่รับประทานอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า แต่หากว่าหิวจนทนไม่ไหวจริงๆ ก็จะรับประทานผลไม้ได้บ้าง จากการที่ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบนี้มาเป็นปีแล้ว ผลปรากฎว่า สุขภาพร่างกายของผู้เขียนแข็งแรงขึ้น น้ำตาลลดลง น้ำหนักลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น คุณภาพการนอนก็ดีขึ้น เพราะในมื้อเย็นไม่ได้รับประทานอาหารหนักหรือไม่รับประทานเลย ทำให้ร่างกายสามารถพักผ่อนได้เต็มที่ ไม่ตื่นกลางดึก เมื่อคุณภาพการนอนดีขึ้นก็ทำให้คุณภาพด้านอื่นๆ ก็พลอยดีขึ้นไปด้วยภาพประกอบภาพปก โดย Joanna Wielgosz จาก Pixabay ภาพ 1 โดย Chil Vera จาก Pixabay ภาพ 2 โดย Nguyễn Tiên จาก Pixabay ภาพ 3 โดย Vitaly Kobzun จาก Pixabay ภาพ 4 โดย MercedesCAP จาก Pixabay ภาพ 5 โดย Van3ssa 🩺 Zheki 🙏 Dany 🎹 จาก Pixabay ที่มาWhat happens when you overeat?7 Harmful Effects of OvereatingWhat Happens to Your Body When You Eat Too Muchอยากผอมหุ่นดี อยากมีซิกแพค หาอินสปายลดน้ำหนัก เข้าร่วมด่วนที่ฟิตแอนด์เฟิร์มคอมมูนิตี้