ติดน้ำหวาน ชาเย็น ชานมไข่มุก ติดน้ำอัดลม ปัญหายอดฮิตของสายหวาน เริ่มดื่มแรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอนานวันไปจะหยุดกินวันไหนก็ทำได้ยากเหลือเกิน วันไหนที่ไม่ได้กินก็รู้สึกปวดหัว ไม่สบายตัวไปทั้งวัน ผู้เขียนเองก็เคยประสบปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกันค่ะ วันนี้เลยเอา 6 วิธีเลิกติดน้ำหวานที่ทำแล้วได้ผลมาแบ่งปันกัน จะมีวิธีไหนบ้างนั้นไปดูกันเลยค่ะ ทราบหรือไม่คะว่าคนเราสามารถมีสภาวะติดน้ำตาล (Sugar Blue) ได้ด้วยนะเคยไหมคะที่หากวันไหนไม่ได้ดื่มน้ำหวานๆ เช่น ชาเขียว ชาเย็น ชานมไข่มุก หรือน้ำอัดลม จะรู้สึกว่าหมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย สมองไม่แล่น รวมถึงมีอาการปวดหัวหน่วงๆ แต่พอได้ดื่มอะไรหวานๆ ก็หายเป็นปลิดทิ้ง อาการเหล่านี้คือ Sugar Blue ซึ่งก็คือ สภาวะที่ร่างกายของเราเสพติดของหวานและน้ำตาลมากเกินไปนั่นเองค่ะ สาเหตุเป็นเพราะเรากินน้ำตาลมาก กินขนมจุบจิบตลอดเวลา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงแทบจะทั้งวัน แต่พอถึงช่วงที่กินน้อย หรือวันไหนไม่กินของหวานๆ ระดับน้ำตาลที่เคยสูงกลับลดลง ทำให้เราเกิดอาการปวดหัว หมดแรง สมองไม่แล่นนั่นเอง มาเช็กกันเลยค่ะว่าคุณกำลังเป็น Sugar Blue กันอยู่ไหมติดขนม น้ำหวาน และของหวานมาก วันไหนไม่กินจะรู้สึกไม่ดี หงุดหงิด โมโหง่ายอิ่มแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าอยากกินขนม หรือของหวานๆ อยู่คิดถึงของกินตลอดทั้งวัน หมกมุ่นกับของกินกินคาวเสร็จแล้ว ต้องตามด้วยของหวานเสมอสำหรับผู้เขียนเองอ่านแล้วก็มีสะดุ้งๆ อยู่บ้างเหมือนกันค่ะ เพราะโดนแทบจะทุกข้อ ก่อนหน้านี้ผู้เขียนก็เป็นคนที่ติดของหวาน ขนมและน้ำหวานมากค่ะ ชานมไข่มุก น้ำแดง น้ำส้ม คือของโปรด ดื่มได้แบบแก้วต่อแก้ว พอมาวันหนึ่งที่รู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่โอเค ป่วยบ่อย น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มมากขึ้น พุงเริ่มหนา ขาเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยพยายามลดการติดน้ำหวานและของหวานลงด้วยวิธีเหล่านี้ค่ะ 6 วิธีเลิกติดน้ำหวาน ทำตามได้ง่ายๆ กินน้ำหวานน้อยลงได้แน่นอน 1.ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆวิธีนี้อาจจะไม่ใช่วิธีหลักค่ะ แต่เมื่อไหร่ที่เราอยากกินของหวาน อยากดื่มน้ำหวาน มันอาจจะเป็นแค่เพียง ความอยาก เท่านั้นค่ะ จริงๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้หิว หรือรู้สึกไม่ดีเลยด้วยซ้ำ แต่เราแค่อยากดื่ม อยากกินมันเหมือนที่เราเคยทำเป็นประจำทุกวัน เมื่อไหร่ที่หิวน้ำหวานขึ้นมา ให้หยิบน้ำเปล่ามาดื่มเลยค่ะสัก 1-2 แก้ว การดื่มน้ำจะช่วยลดความอยากน้ำหวานลงได้ 2.เติมความหวานจากผลไม้แทนหลายคนอาจจะบอกว่าลองดื่มน้ำแล้วนะ แต่ก็รู้สึกได้แน่ๆ ว่าร่างกายกำลังต้องการของหวานจริงๆ ในระยะแรกของการลดน้ำหวานผู้เขียนแนะนำให้หันมากินผลไม้ เพื่อช่วยเติมน้ำตาลให้ร่างกายแทนค่ะ โดยเน้นเป็นผลไม้ที่น้ำตาลน้อยกว่าหน่อย เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ชมพู่ แอปเปิล ลูกพีช แคนตาลูป ฯลฯ เน้นกินแบบสดๆ จะดีกว่าค่ะ ให้เราได้ทั้งเส้นใยอาหารและน้ำตาลธรรมชาติไปพร้อมๆ กันเลย จะได้ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงมาก เพิ่มความอิ่มอร่อย อาจจะกินผลไม้คู่กับโยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต กราโนล่าก็จะยิ่งดีเลยค่ะ 3.กินอาหารมื้อหลักไปเลยดื่มน้ำก็แล้ว กินผลไม้ก็แล้วอาการหิวก็ไม่หายไป ยังอยากกินน้ำหวานๆ ของหวานอยู่ดี แนะนำให้กินมื้อหลักเลยค่ะ เคยไหมคะที่อยากกินขนม อยากกินน้ำหวานมากๆ แต่พอได้กินขนมไปแล้วสุดท้ายก็ยังไม่หายอยากอยู่ดี นั่นอาจเป็นเพราะว่าจริงๆ แล้วร่างกายของเราต้องการอาหารมื้อหลักต่างหาก แทนที่จะเลือกว่ากินขนมชิ้นไหนที่อ้วนน้อยกว่า หวานน้อยกว่า ให้เรากินข้าว กินแซนด์วิชให้อิ่มเป็นมื้อๆ ไปเลยจะดีกว่าค่ะ 4.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มโปรตีนสูงแทนเดี๋ยวนี้เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นมโปรตีนสูง ถูกพัฒนาจนมีรสชาติหวาน ดื่มง่าย และอร่อยไม่ต่างไปจากน้ำหวานเลยค่ะ บางยี่ห้อใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล บางยี่ห้อเป็นความหวานจากธรรมชาติไม่เติมน้ำตาลทรายเพิ่มเติม ช่วงไหนที่หิวน้ำหวานแนะนำว่าลองซื้อเครื่องดื่มโปรตีนสูงมาดื่มแทน ใช้ดื่มแทนน้ำหวานได้ แถมยังเติมโปรตีนให้ร่างกายไปในตัว เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ (ประมาณ 1 กรัม/ น้ำหนักตัว) ก็จะทำให้เราหิวน้อยลงอีกด้วยค่ะ 5.ดื่มเครื่องดื่ม 0 แคลอรี น้ำตาล 0% อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีกว่าของคนติดน้ำหวาน ช่วงแรกๆ ที่พยายามเลิก จะให้งดไปเลยก็คงจะยากจนทำไม่ได้ แนะนำให้หันมาดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำตาล 0% หรือเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลแทนค่ะ แต่ก็ต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะนะคะ อาจจะเป็นการดื่มวันละ 1 กระป๋อง หรือ 1 ขวด แล้วค่อยๆ ลดความถี่ลงไปเรื่อยๆ ถึงจะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล ใช้สารให้ความหวานแต่หากเราดื่มเรื่อยๆ ทั้งวัน เราก็จะแก้นิสัยติดของหวานได้ยาก 6.ตรวจเลือด ตรวจสุขภาพอย่าเพิ่งงงนะคะว่ามันเกี่ยวอะไรกับการตรวจสุขภาพ หรือการตรวจเลือด อย่างคำสุภาษิตโบราณที่เขาว่ากันเลยค่ะ "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" หลายๆ ครั้งที่เราตั้งใจลดน้ำหวาน ลดการเสพติดน้ำตาล แต่ก็พังไม่เป็นท่าเพราะเอาชนะใจตัวเองไม่ได้เสียที การเอาผลสุขภาพ หรือผลเลือดมาเป็นตัวตั้ง เป็นสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้เราลดน้ำหวานได้ดีมากขึ้นเลยค่ะ อย่างตัวผู้เขียนเองไปตรวจเลือดมาเคยเจอว่าตัวเองมีภาวะไขมันในเลือดสูงมาก ส่วนเรื่องน้ำตาลต้องปรับเล็กน้อย ก็มีแรงเต็มร้อยที่จะลดไขมันและน้ำตาลในเลือดได้ดีเลยทีเดียว เพราะว่าเราเริ่มมองเห็นปัญหาที่เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นนั่นเองค่ะ เช่น การป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน หรืออาจมีไขมันในเลือดสูง ใครๆ ก็ไม่อยากป่วยจริงไหมคะ? ใครคนไหนที่กำลังพยายามงดน้ำหวาน พยายามกินน้ำตาลให้น้อยลงอยู่ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้เลยค่ะ แรกๆ ของการเริ่มต้นมันจะเป็นช่วงที่ยสกและทรมานมาก เพราะเราจะยิ่งหิวโหยมากสุดๆ แต่พอผ่านไปได้สักระยะ ประมาณ 1-2 สัปดาห์แรก เราจะรู้สึกว่าทำได้ง่าย สบายมาก และรับรองได้ว่าผลลัพธ์แห่งความพยายามจะดีต่อร่างกายของเราจริงๆ อย่าลืมนำเอา 6 เทคนิคนี้ไปปรับใช้ดูนะคะ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอค่ะ ภาพปกบทความ โดย jhengyaolin จาก canva แต่งด้วย photopeaภาพเนื้อหาบทความจาก canva : ภาพที่ 1 โดย Наталья Хоменко from Pexels /ภาพที่ 2 โดย Trang Doan from Pexels /ภาพที่ 3 โดย Studio Colombia /ภาพที่ 4, 5 โดย ผู้เขียน /ภาพที่ 6 โดย Nataliya Vaitkevich from Pexelsแหล่งที่มาข้อมูล :“โรคติดหวาน” อาการเป็นอย่างไรนะ? มีโรคนี้ด้วยเหรอ?อยากของหวาน ทั้งวัน อันตรายไหมอยากผอมหุ่นดี อยากมีซิกแพค หาอินสปายลดน้ำหนัก เข้าร่วมด่วนที่ฟิตแอนด์เฟิร์มคอมมูนิตี้