เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลที่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเฉลิมฉลอง ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ซึ่งฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีได้รับความสนใจและชื่นชมในด้านความสง่างามและการให้เกียรติแก่เจ้าภาพเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้ ฉลองพระองค์ "ผ้าไหมยกดอกลำพูน ลายผีเสื้อ" ในการเสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดนครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเผยให้เห็นถึงรสนิยมทางแฟชั่นที่ "เฉียบคม" และ "ร่วมสมัย" เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในลุคกลางแจ้งที่เน้นความคล่องตัวแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่าผ่าเผยตามแบบฉบับขัตติยนารี ประดุจ"ความเรียบหรูที่ทรงพลัง" นิยามรสนิยมแฟชั่นระดับสากล ดีเทลฉลองพระองค์ เรียบง่ายแต่แฝงด้วยงานฝีมือ โทนสีและทรงชุด ทรงเลือกฉลองพระองค์โค้ท (Coat) เข้ารูปสีน้ำเงินเข้ม (Midnight Blue) ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความสุขุม นิ่งสงบ และเป็นสากลทรงตัดเย็บด้วยความประณีต เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งที่ทำให้ดูสง่างาม ดีเทลปักประดับ จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญคือ ลวดลายปักขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วฉลองพระองค์ เป็นการปักลายผีเสื้อ ซึ่งคาดว่าเป็นงานปักมือที่ประณีตสะท้อนถึงการผสมผสานศิลปะการปักผ้า ระดับงานปักมือชั้นฝีมือที่มีรายละเอียดขนาดเล็กโดยใช้ลูกปัดและคริสตัลสีดำกระจายทั่วทั้งชุดเข้ากับโครงสร้างชุดแบบตะวันตกได้อย่างลงตัว กระดุม ทรงเลือกใช้กระดุมสีเข้มเข้ากับชุด ซึ่งช่วยขับให้ลวดลายปักดูโดดเด่นขึ้น ไม่แย่งซีนกันเอง เครื่องประดับและรสนิยม Less is More กระเป๋าทรงถือ ทรงถือกระเป๋าหนังสีดำทรงคลาสสิกที่มีดีไซน์เรียบเท่ ช่วยคอมพลีทลุคให้ดูเป็น Working Woman ที่มีความเป็นผู้นำและทันสมัย พระเกศาและเมคอัพ ทรงรวบพระเกศาเป็นมวยต่ำอย่างเรียบร้อย (Chignon) เผยให้เห็นพระพักตร์ที่สดใสและรอยแย้มพระสรวลที่เป็นกันเอง เสริมด้วยพระกุณฑล (ต่างหู) มุกเม็ดเดี่ยวที่ดูคลาสสิกตลอดกาล ฉลองพระองค์ "ชุดไทยดุสิต" วันที่ 29 เมษายน 2569 สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำ ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ในครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเลือกปรากฏพระองค์ใน "ชุดไทยดุสิต" ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบไว้สำหรับงานราตรีสโมสร เจาะลึกความงดงาม "ชุดไทยดุสิต" ในลุคแกรนด์กาล่า ชุดไทยดุสิตชุดนี้สะท้อนถึงรสนิยมอันเลิศเลอและการนำเสนอความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างไร้ที่ติ ดังนี้ องค์ประกอบและการออกแบบ ลักษณะเด่น เป็นชุดไทยแบบคอกว้าง (คอยู) ไม่มีแขน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนในอาคารที่มีความหรูหราแบบตะวันตก ตัวเสื้อ ทรงเลือกใช้สีม่วงสีประจำวันพระองค์เข้มที่ดูสูงค่า มีการปักประดับด้วยดิ้นทอง ลูกปัด และคริสตัลเป็นลวดลายไทยอย่างละเอียดถี่ยิบ ซึ่งช่วยเพิ่มความระยิบระยับล้อกับแสงไฟในงาน ผ้านุ่ง ทรงนุ่งผ้ายกทองสีม่วงเข้าชุดกัน โดยจีบหน้านางและมีชายพกตามแบบราชประเพณีไทยแท้ รัดด้วย เครื่องประดับและส่วนประกอบเสริม (Accessories) ปั้นเหน่งเพชรราชวงศ์จักรี (พระปั้นเหน่งดวงตรามหาจักรี) เป็นปั้นเหน่งประดับเพชรดวงตรามหาจักรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชวงศ์จักรี (รูปจักรกับตรี) มักสวมใส่คู่กับสายทองคำประดับเพชร พระกุณฑล (ต่างหู) เป็นต่างหูประดับเพชรตราจักรีที่เข้าชุดกัน ที่มาของปั้นเหน่งเพชรราชวงศ์จักรี (พระปั้นเหน่งดวงตรามหาจักรี) เป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระเป๋าทรงถือ (Clutch) ทรงเลือกใช้กระเป๋าทรงถือสีทอง ซึ่งเข้าคู่กับลวดลายปักดิ้นทองในชุดได้เป็นอย่างดี วันที่ 30 เมษายน 2569 สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนในครั้งนี้ อีกหนึ่งลุคที่สร้างความประทับใจและแสดงถึงพระปรีชาสามารถด้านแฟชั่นของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี คือการเลือกฉลองพระองค์ "ชุดไทยบรมพิมาน" ที่มีความวิจิตรบรรจงและทรงพลัง ฉลองพระองค์ "ชุดไทยบรมพิมาน" ความภูมิฐานระดับทางการสูงสุด ในภาพชุดที่สามนี้ ทรงเลือกฉลองพระองค์ที่มีความแตกต่างจากชุดไทยดุสิตในตอนค่ำโดยชุดไทยบรมพิมานถือเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่มีความสุภาพและเป็นทางการมากที่สุด ดังนี้ รายละเอียดและการออกแบบที่เหนือระดับ ลักษณะฉลองพระองค์ เป็นชุดไทยติดกัน (one-piece) แขนกระบอกยาวคอตั้ง (คอจีน) ปิดมิดชิด ซึ่งช่วยส่งเสริมพระบุคลิกภาพให้ดูสง่างามและมีความเป็นผู้นำ โทนสีและงานปัก ทรงเลือกใช้สีเขียวแกมทองอมน้ำตาล (Golden Bronze) ที่ดูโก้หรูและมีความร่วมสมัย ตัวเสื้อทำจากผ้าโปร่งปักประดับด้วยคริสตัลและเลื่อมเป็นลวดลาย "ดอกไม้แก้ว" กระจายทั่วพระองค์ สร้างมิติและความแวววาวเมื่อต้องแสง ซึ่งลายปักเป็นการผสมผสานระหว่างลายไทยกับลายยุโรป คิดค้นมาตั้งแต่ในรัชสมัยสมเด็จพระพันปี ซึ่งเป็นลายเฉพาะที่พบได้เฉพาะฉลองพระองค์ในสมเด็จฯ ของไทย ผ้านุ่ง ทรงนุ่งผ้ายกทองมีเดียวกับพับฉลองพระองค์ ที่มีลวดลายการปักเชิงกรวยด้านล่างอย่างวิจิตร ซึ่งเป็นงานฝีมือชั้นสูงของไทย สะท้อนถึงรสนิยมที่ละเอียดอ่อน การเลือกเครื่องประดับที่เป็นเอกลักษณ์ ปั้นเหน่งและเข็มขัด ทรงประดับด้วยเข็มขัดทองคำและปั้นเหน่งอัญมณีขนาดใหญ่ที่สวยงามโดดเด่น เสริมให้ช่วงเอวดูเข้ารูปและสง่างาม ซึ่งสืบทอดมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระเป๋าทรงถือ ทรงเลือกใช้กระเป๋าทรงถือ แบบย่านลิเภา ขนาดเล็กและสีที่มีดีไซน์เข้าชุดกัน ซึ่งช่วยให้ภาพรวมดูคอมพลีทและมีความเป็นแฟชั่นนิสต้าที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด พระกุณฑล ทรงเลือกประดับพระกุณฑลอัญมณีเพชรแบบหยดน้ำ สีเหลือง ซึ่งเข้ากับทรงพระเกศาที่รวบตึงโชว์พระพักตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พระเข็มกลัด สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงประดับ เข็มกลัดอัญมณี บริเวณพระอังสา (ไหล่) ด้านขวา ซึ่งเป็นงานอัญมณีดีไซน์รูปดอกไม้ที่มีความอ่อนช้อยพร้อมกับแมลงทับสีทองแดง ฉลองพระบาทสีทอง พระฉายาลักษณ์โดยองค์รวมแบบ การเลือกเข็มกลัดและรองเท้าในลุคนี้ คือคอนเซ็ป "Tone on Tone" หรือการคุมโทนสีให้ไปในทิศทางเดียวกันแต่เล่นกับ Texture ที่ต่างกัน (ผ้าปัก, อัญมณี, และความเงาของหนังรองเท้า) ซึ่งเป็นรสนิยมการแต่งกายของสุภาพสตรีชั้นสูงที่ดูสุขุมแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียด วันที่ 30 เมษายน 2569 สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำ (Gala Dinner) ณ พระราชวังกรุงสต็อกโฮล์ม สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปรากฏพระองค์ในลุคที่สะท้อนถึงความหรูหราแบบสากลแต่ยังคงไว้ซึ่งเกียรติยศแห่งราชวงศ์ไทยอย่างสูงสุด ฉลองพระองค์ ฉลองพระองค์ด้วยชุดราตรียาว สวมมงกุฎ Tiara และสายสะพายจักรี ฉลองพระองค์ชุดราตรียาว (Evening Gown) ดีไซน์ ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดราตรียาวแบบไหล่เดี่ยว (One-shoulder) สีเงินเมทัลลิก ปักประดับด้วยเลื่อมและคริสตัลอย่างละเอียดทั่วทั้งพระองค์ ซึ่งช่วยส่งให้รูปร่างดูเพรียวระหงและโดดเด่นเมื่อต้องแสงไฟ มีการลดทอนเส้นสายและองค์ประกอบจากชุดไทยจักรพรรดิอย่างมีชั้นเชิง โดยคงไว้เพียงแก่นแท้ของ "จังหวะการคลุมผ้า" แล้วนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทชุดราตรีสากล ซึ่งตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมผสานกับผ้าลูกไม้ลายขนนกดิ้นเงิน มอบผิวสัมผัสที่หรูหราและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบกับงานปักประดับด้วยมือสะท้อนทักษะเชิงช่างชั้นสูงด้วยการปักประดับลูกปัดขนาดเล็กและคริสตัลโทนสีเงินทั่วทั้งชุดอย่างบรรจง ก่อให้เกิดประกายระยิบระยับที่ละเอียดอ่อนและดูมีมิติในทุกการเคลื่อนไหว ถวายงานออกแบบและตัดเย็บโดยแบรนด์ไทย Meshmuseum เสื้อคลุม (Cape) ตัวชุดเน้นโครงสร้างที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยซิลูเอตที่ดูนิ่งและสงบ มีการเพิ่มเลเยอร์ช่วงบนด้วยการคลุมไหล่แบบเคป (Cape) ที่ทิ้งตัวลงสู่ช่วงแขนอย่างพอเหมาะ สร้างรูปทรงที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล โดยไม่รบกวนความเรียบโก้ขององค์รวม ในบางช่วงของการเสด็จฯ ทรงสวมทับด้วยเสื้อคลุมไหล่ยาว (Evening Cape) สีขาวนวลเนื้อละเอียด ซึ่งช่วยเสริมความสง่าผ่าเผยและเพิ่มเลเยอร์ให้ลุคดูมีความเป็นทางการระดับสูง เครื่องประกอบพระอิสริยยศและอัญมณี มงกุฎ (Tiara) ทรงสวมเทียร่า Fringe Tiara อันเป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระพันปีหลวง ที่มีดีไซน์ร่วมสมัยที่มีความสูงและเพรียว แข็งแกร่งแต่ยังคงความอ่อนช้อย สายสะพาย ทรงสะพาย สายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ฝ่ายใน) ซึ่งเป็นสายสะพายสีเหลืองโดดเด่น เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดแห่งพระราชวงศ์จักรี เครื่องประดับอื่น ทรงประดับพระกุณฑล (ต่างหู) เพชรน้ำงามรูปหยดน้ำ สีขาวเงิน และพระกระเป๋าทรงถือ (Clutch) อัญมณีสีเงิน และฉลองพระบาทสีเงินที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว และยังคงคอนเซ็ป "Tone on Tone" หรือการคุมโทนสีให้ไปในทิศทางเดียวกัน อีกฉลองพระองค์เช่นเคย อ้างอิงภาพ ภาพปกออกแบบโดย นักเขียน ภาพฉลองพระองค์ "ชุดผ้าไหมยกดอกลำพูน ลายผีเสื้อ" ภาพที่ 1-2 จาก Facebook พระลาน ภาพที่ 3 จาก Facebook พระลาน ภาพฉลองพระองค์ "ชุดไทยดุสิต" ภาพที่ 1-4 จาก Facebook พระลาน ภาพฉลองพระองค์ "ชุดไทยบรมพิมาน" ภาพที่ 1-4 จาก Facebook พระลาน ภาพฉลองพระองค์ "ชุดราตรียาว" ภาพที่ 1-3 จาก Facebook พระลาน ส่องเทรนด์แฟชั่น สวย ชิค คูล ดูดีมีสไตล์ ได้ที่นี่ App TRUEID โหลดฟรี !