9 วิธีคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการดูแลตัวเองที่ดีกว่า เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุขภาพคือเรื่องของน้ำหนักตัว รูปร่าง หรือผลตรวจร่างกายเพียงไม่กี่ค่า และต่อจากนั้นหลายคนคิดว่าถ้ายังไม่ป่วยก็แปลว่ายังแข็งแรงดี หรือถ้าอยากสุขภาพดีต้องทำอะไรที่เข้มงวดมากๆ เช่น คุมอาหารเคร่งครัด ออกกำลังกายหนักทุกวัน หรือต้องซื้ออาหารเสริมราคาแพง โดยความเข้าใจแบบนี้ทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องกดดัน และทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่จริงแล้วปัญหาสุขภาพจำนวนมากเกิดจากการค่อยๆ สะสมจากพฤติกรรมสุขภาพเล็กๆ น้อยๆในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่ทันสังเกตค่ะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรโฟกัสจริงๆ คือพื้นฐานที่เรียบง่ายและทำได้ต่อเนื่องต่างหากนะคะ เช่น การนอนให้พอ กินอาหารที่ใกล้ธรรมชาติ ขยับร่างกายระหว่างวัน จัดการความเครียด และดูแลความสัมพันธ์รอบตัว เพราะสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันหรือความสมบูรณ์แบบ แต่คือการสร้างสมดุลในชีวิตแต่ละวัน เพราะถ้าหากเราสามารถใส่ใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้อย่างสม่ำเสมอ ร่างกายและใจก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งวิธีที่ซับซ้อนเลยค่ะ และต่อไปนี้คือ 9 วิธีคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการดูแลตัวเองที่ดีกว่า ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน 1. สุขภาพไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่คือ “ระบบทั้งหมดของชีวิต” สุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายแข็งแรงหรือไม่ป่วยเท่านั้นค่ะ แต่คือภาพรวมของชีวิตเราทั้งหมด ทั้งการนอน อารมณ์ ความเครียด ความสัมพันธ์ การทำงาน และสภาพแวดล้อมรอบตัว ลองนึกภาพว่าเรากินดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่เครียดจัด นอนวันละ 4–5 ชั่วโมง และไม่มีเวลาพักใจ แบบนี้ร่างกายก็ยังพังได้อยู่ดี เพราะความเครียดส่งผลต่อฮอร์โมน การนอนส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน และอารมณ์ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมการกิน ซึ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันเหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักร ถ้าชิ้นหนึ่งรวน อีกชิ้นก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ สุขภาพที่แท้จริงจึงหมายถึงการที่ร่างกายและใจทำงานสอดคล้องกัน มีพลังใช้ชีวิต และรู้สึกโอเคกับชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่แค่ผลตรวจที่ดูดีบนกระดาษค่ะ โดยสิ่งที่เราทำได้และไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือแพง คือ เริ่มจากพื้นฐานที่ทำได้ทุกวัน เช่น นอนให้พอและเข้านอนเวลาใกล้เคียงกัน ลดเวลาหน้าจอก่อนนอน กินอาหารที่ใกล้ธรรมชาติและหลากหลาย ขยับร่างกายระหว่างวันแทนการนั่งยาวๆ หาเวลาคุยหรือใช้เวลากับคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย รวมถึงสังเกตตัวเองว่าอะไรทำให้เครียดแล้วค่อยๆ หาวิธีจัดการ เช่น การหายใจลึกๆ การเดินเล่น หรือการตั้งขอบเขตกับงาน โดยไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันค่ะ แค่เลือกปรับทีละเรื่องเล็กๆ ให้สม่ำเสมอ เมื่อชีวิตเริ่มสมดุลขึ้น ร่างกายก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นตามไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ 2. ป้องกันก่อนรักษา การป้องกันก่อนรักษาคือแนวคิดง่ายๆ ที่บอกว่า อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยดูแลตัวเองค่ะ แต่ให้สร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีตั้งแต่ตอนที่ร่างกายยังปกติอยู่ เพราะหลายโรคไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อยๆ สะสมจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเรา เช่น นอนดึก กินหวานจัด ไม่ขยับตัว หรือเครียดเรื้อรัง การดูแลตั้งแต่วันนี้ทั้งที่ยังปกติอยู่จึงเหมือนการออมสุขภาพ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ต้นทุนการซ่อมแซมในอนาคตก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้นนะคะ และในชีวิตประจำวันการป้องกันทำได้ไม่ยากค่ะ เช่น นอนให้พอ ตรวจสุขภาพตามช่วงวัย ฉีดวัคซีนตามคำแนะนำ เลือกกินอาหารที่หลากหลายและไม่แปรรูปมากเกินไป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหาวิธีจัดการความเครียดของตัวเองให้ได้ ไม่ต้องรอให้มีอาการเตือนก่อนแล้วค่อยปรับ เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการแก้ปัญหาเก่ง แต่เกิดจากการดูแลเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำต่อเนื่องทุกวันค่ะ 3. ฟังร่างกายให้เป็น การฟังร่างกายให้เป็นหมายถึงการสังเกตสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่ร่างกายส่งมาในแต่ละวัน ไม่มองข้ามอาการเพียงเพราะคิดว่า “เดี๋ยวก็หาย” เช่น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ปวดหัวบ่อย ท้องอืด นอนไม่หลับ หรือใจเต้นแรงเวลาเครียด ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นข้อความที่ร่างกายกำลังบอกว่า บางอย่างในชีวิตเราอาจไม่สมดุล ซึ่งบางครั้งอาจเกี่ยวกับการพักผ่อนไม่พอ กินไม่เป็นเวลา ทำงานหนักเกินไป หรือสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว หากเราไม่หยุดฟัง สัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นอาจค่อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตค่ะ ซึ่งสิ่งที่เราสามารถทำได้คือฝึกตรวจสอบตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ ทุกวัน เช่น วันนี้พลังงานเป็นอย่างไร หิวจริงหรือแค่เครียด นอนพอไหม มีอาการอะไรที่เกิดซ้ำๆ หรือไม่ และลองจดบันทึกสั้นๆ เพื่อมองเห็นรูปแบบของตัวเอง เพราะเมื่อเริ่มเข้าใจร่างกาย เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า ควรพัก ควรปรับพฤติกรรม หรือควรปรึกษาแพทย์นะคะ ดังนั้นการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การฝืนตัวเองให้ไหวเสมอไป แต่คือการเคารพสัญญาณที่ร่างกายส่งมาและตอบสนองอย่างเหมาะสมค่ะทุกคน 4. จัดการความเครียดคือหัวใจของสุขภาพ หลายคนยังมองไม่ออกว่า แท้จริงแล้วจัดการความเครียดคือหัวใจของสุขภาพ เพราะความเครียดไม่ได้กระทบแค่ความรู้สึกนะคะ แต่ส่งผลต่อทั้งร่างกายโดยตรง โดยเมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูงขึ้น นอนหลับยาก และอยากอาหารหวานหรือมันมากขึ้น หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวไม่ใช่ปัญหาค่ะ แต่ถ้าเครียดสะสมทุกวันโดยไม่ระบายออก ร่างกายจะอยู่ในโหมด “ระวังภัย” ตลอดเวลา ซึ่งอาจนำไปสู่การอ่อนเพลียเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันลดลง หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ตามมาได้ ดังนั้นการจัดการความเครียดจึงไม่ใช่การเป็นคนเรื่องเยอะ แต่เป็นพื้นฐานของการดูแลตัวเองนะคะ โดยให้เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ก็ได้ค่ะ เช่น นอนให้พอ การหยุดพักสั้นๆ ระหว่างวัน หายใจลึกๆ เมื่อรู้สึกตึงเครียด ออกไปเดินรับแสงแดดหรืออยู่กับธรรมชาติ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ รวมถึงตั้งขอบเขตกับงานและเวลาส่วนตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องกำจัดความเครียดให้หมดค่ะ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่เราสามารถเรียนรู้วิธีรับมือ เพื่อไม่ให้มาควบคุมสุขภาพของเราแทนนะคะ 5. อาหารคือข้อมูล “อาหารคือข้อมูล” คำนี้ผู้เขียนหมายความว่า ทุกครั้งที่เรากินอะไรเข้าไป ร่างกายไม่ได้รับแค่พลังงานหรือแคลอรีค่ะ แต่ได้รับ “คำสั่ง” บางอย่างด้วย เพราะอาหารที่เรากินสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ฮอร์โมน ความอิ่ม ความอยากอาหาร การอักเสบ ไปจนถึงพลังงานในแต่ละวัน เช่น อาหารหวานจัดอาจทำให้พลังงานพุ่งเร็วแล้วตกฮวบตามมา ในขณะที่อาหารที่มีโปรตีน ไขมันดี และใยอาหารเพียงพอ จะช่วยให้ระดับพลังงานนิ่งและอิ่มได้นานกว่า ดังนั้นสิ่งที่เราเลือกกินทุกวันจึงเหมือนกำลังส่งข้อมูลให้ร่างกายทำงานในทิศทางใดทิศทางหนึ่งนะคะ โดยสิ่งที่เราทำได้เพื่อการดูแลตัวเอง คือ ไม่ต้องหมกมุ่นกับการนับแคลอรีอย่างเดียวค่ะ แต่ให้หันมาใส่ใจ “คุณภาพ” ของอาหารมากขึ้น เลือกอาหารที่ใกล้ธรรมชาติ หลากหลายสีสัน ลดอาหารแปรรูปและน้ำตาลส่วนเกิน กินให้เป็นเวลา และสังเกตว่าหลังมื้ออาหารเรารู้สึกอย่างไร ง่วง เพลีย หรือมีพลัง ซึ่งการกินอย่างเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งกฎที่ซับซ้อน เพราะเมื่อมองว่าอาหารคือข้อมูล เราจะเลือกกินเพื่อสนับสนุนสุขภาพ ไม่ใช่แค่เพื่ออยู่หรือเพื่อให้อิ่มเท่านั้นค่ะ 6. สุขภาพการนอนคือรากฐานที่คนส่วนใหญ่มองข้าม คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า สุขภาพการนอนคือรากฐานที่คนส่วนใหญ่มองข้าม เพราะหลายคนให้ความสำคัญกับอาหารและการออกกำลังกายเป็นหลัก แต่กลับยอมแลกการนอนกับงาน ซีรีส์ หรือการไถหน้าจอ ทั้งที่ช่วงเวลานอนคือเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ฮอร์โมนถูกปรับสมดุล สมองจัดระเบียบความจำ และระบบภูมิคุ้มกันฟื้นฟู หากนอนไม่พอหรือนอนหลับไม่มีคุณภาพ เราอาจรู้สึกหิวบ่อยขึ้น อารมณ์แปรปรวน สมาธิลดลง และเหนื่อยง่าย แม้จะพยายามดูแลด้านอื่นดีแค่ไหนก็ตามนะคะ ดังนั้นการนอนจึงไม่ใช่เวลาที่ “เสียไป” กับการหลับ แต่เป็นการลงทุนเพื่อให้ร่างกายให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในวันถัดไปค่ะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำได้คือเริ่มจากฝึกวินัยเล็กๆ น้อยๆ เรื่องการนอน เช่น เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน ลดแสงจากหน้าจออย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน หลีกเลี่ยงคาเฟอีนช่วงเย็น จัดห้องนอนให้มืดและเงียบ และสร้างกิจวัตรผ่อนคลายก่อนเข้านอน เช่น อ่านหนังสือหรือหายใจลึกๆ โดยไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบทันที แค่ให้ค่อยๆ ปรับให้การนอนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อการนอนดีขึ้น พลังงาน อารมณ์ และสุขภาพโดยรวมก็มักดีขึ้นตามไปด้วยอย่างชัดเจนนะคะ 7. การเคลื่อนไหวคือยาธรรมชาติ รู้ไหมคะว่าการเคลื่อนไหวคือยาธรรมชาติค่ะ เพราะร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ขยับ ไม่ใช่นั่งนิ่งทั้งวัน เมื่อเราเคลื่อนไหว เลือดไหลเวียนดีขึ้น กล้ามเนื้อและข้อต่อทำงานได้เต็มที่ สมองหลั่งสารที่ช่วยให้อารมณ์ดี และระดับน้ำตาลในเลือดถูกควบคุมได้ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม การนั่งนานๆ ต่อเนื่องหลายชั่วโมงอาจทำให้ปวดหลัง อ่อนล้า ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้ แม้จะออกกำลังกายสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง แต่ถ้าที่เหลือของวันแทบไม่ขยับเลย สุขภาพก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ดีค่ะ แต่ข่าวดีคือ “การเคลื่อนไหว” ที่ผู้เขียนพูดถึงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการออกกำลังกายหนักเสมอไปค่ะ แต่การเดินให้ครบวันละหลายพันก้าว ลุกยืดเส้นทุก 1 ชั่วโมง ใช้บันไดแทนลิฟต์ ทำงานบ้าน หรือเล่นกับลูก ก็ล้วนเป็นการขยับร่างกายที่มีคุณค่า หากมีเวลาเพิ่ม อาจเสริมด้วยการยกน้ำหนักหรือกิจกรรมอื่นที่ชอบก็ได้ เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้น ซึ่งสิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอมากกว่าความหนักค่ะ โดยเมื่อการเคลื่อนไหวกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การขยับร่างกายจะทำหน้าที่เหมือน “ยา” ที่ช่วยดูแลทั้งกายและใจโดยไม่ต้องพึ่งใบสั่งแพทย์นะคะ 8. ความสัมพันธ์ที่ดีคือวัคซีนทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ที่ดีคือวัคซีนทางอารมณ์ เป็นจริงเพราะว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ลำพังค่ะ แต่การมีใครสักคนที่รับฟัง เข้าใจ และอยู่เคียงข้างในวันที่เหนื่อยล้า ช่วยลดระดับความเครียดและทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นได้ ในทางกลับกันความโดดเดี่ยวหรือความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดสามารถเพิ่มความเครียดเรื้อรัง ส่งผลต่อการนอน อารมณ์ และแม้แต่ภูมิคุ้มกันได้ ความสัมพันธ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึก แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวมอย่างชัดเจนนะคะ และสิ่งที่เราทำได้คือให้เริ่มจากการให้เวลากับคนสำคัญอย่างมีคุณภาพ วางโทรศัพท์ลงระหว่างสนทนา รับฟังโดยไม่รีบตัดสิน พูดความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และค่อยๆ สร้างขอบเขตที่ดีต่อใจ หากความสัมพันธ์บางอย่างทำให้เราเหนื่อยล้าตลอดเวลา อาจต้องทบทวนและปรับระยะห่าง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการดูแลตัวเองคนเดียวเท่านั้น แต่เกิดจากการมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนและปลอดภัยทางอารมณ์ด้วยค่ะ 9. สุขภาพคือการเดินทาง ไม่ใช่ปลายทาง สุขภาพคือการเดินทาง ไม่ใช่ปลายทาง เพราะสุขภาพไม่ใช่จุดหมายที่ไปถึงแล้วจะ “จบ” หรือคงอยู่ตลอดไปนะคะ แต่เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย งาน ความเครียด และสถานการณ์ของชีวิต ที่บางช่วงเราอาจดูแลตัวเองได้ดีมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินดี นอนดี แต่บางช่วงอาจต้องโฟกัสงานหรือครอบครัวจนสมดุลเปลี่ยนไป แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวค่ะ แต่หมายความว่าเรากำลังอยู่ในอีกช่วงหนึ่งของเส้นทาง สุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ แต่คือการปรับตัวอย่างต่อเนื่องต่างหาก โดยสิ่งที่ทำได้คือเลิกมองสุขภาพแบบสุดโต่ง เช่น ต้องเคร่งครัด 100% หรือทำพลาดครั้งเดียวแล้วถอดใจ แต่ให้มองเป็นการสะสมพฤติกรรมดีๆ ทีละเล็กทีละน้อย ตั้งเป้าหมายที่เหมาะกับชีวิตจริง ยอมรับวันที่ทำได้ไม่เต็มที่ แล้วกลับมาเริ่มใหม่ในวันถัดไป เพราะความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความเข้มงวด และเมื่อเราเข้าใจว่าสุขภาพคือการเดินทาง เราจะดูแลตัวเองได้แบบต่อเนื่องด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยแรงกดดัน และนั่นจะทำให้การดูแลสุขภาพทำได้ยั่งยืนกว่าและทำได้ในระยะยาวค่ะ ที่โดยสรุปแล้วสิ่งสำคัญที่เราควรนำมาปรับใช้จริงๆ คือ การเปลี่ยนมุมมองก่อนค่ะ ว่าสุขภาพไม่ใช่เรื่องสำคัญในระยะสั้น แต่เป็นวิถีชีวิตในระยะยาว และไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่เราควรโฟกัสที่ “พื้นฐาน” มากกว่าสิ่งที่ซับซ้อน เช่น นอนให้เพียงพอ ขยับร่างกายทุกวัน กินอาหารที่ไม่แปรรูปมากเกินไป ดื่มน้ำให้พอ จัดการความเครียด และรักษาความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งหลายครั้งเรามองข้ามสิ่งเหล่านี้เพราะดูเป็นสิ่งธรรมดา แต่ความจริงแล้วสิ่งพื้นฐานนี่เองที่สร้างความแข็งแรงให้ร่างกายในระยะยาวค่ะ และแทนที่จะเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน ลองเลือก 1–2 เรื่องที่คิดว่าส่งผลกับชีวิตเรามากที่สุดในตอนนี้ก่อน แล้วทำให้สม่ำเสมอจนกลายเป็นนิสัยนะคะ ตัวอย่างเช่น หากคุณผู้อ่านรู้ว่าปัญหาหลักคือการนอนดึก อาจเริ่มจากกำหนดเวลาเข้านอนที่ชัดเจน ลดการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน และสร้างบรรยากาศห้องให้เหมาะกับการพักผ่อน หรือถ้ารู้สึกว่านั่งทำงานทั้งวัน ลองตั้งเตือนให้ลุกขึ้นยืดเส้นหรือเดินสั้นๆ ทุกชั่วโมง หากเครียดสะสมจากงาน ลองจัดเวลาพัก 10–15 นาทีเพื่อหายใจลึกๆ เดินรับแดด หรือพูดคุยกับคนที่ทำให้สบายใจ ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้อาจดูไม่หวือหวา แต่เมื่อทำต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จะเห็นผลชัดเจนทั้งพลังงาน อารมณ์ และคุณภาพชีวิตโดยรวมนะคะ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มจากการลงมือทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างจริงจังในทุกวันค่ะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองก็ดูแลตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ แต่ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องที่จะมีวันหยุดค่ะ ที่บางครั้งผู้เขียนก็ทำแค่ปลูกผักง่ายๆ ไว้กินเองเท่านั้น สำหรับการนอนดึกผู้เขียนไม่ได้มีปัญหาค่ะ เคยสังเกตร่างกายตัวเองเหมือนกัน พบว่าหากบ่ายไปดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน พอถึงเวลานอนจะนอนหลับได้ยากค่ะ หากินเผ็ดมากเกินจะแสบร้อนกลางหน้าอก สำหรับการเชื่อมโยงกับผู้คนนั้น ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะเลี่ยงคนที่ทำให้เสียสมาธิ ได้แก่ คนที่คิดลบ คนที่ไม่มีทักษะการแก้ปัญหา แล้วพูดถึงแต่ปัญหา ผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังพูดแต่ประเด็นเดิมๆ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ได้กลัวการปัญหาและชอบปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น พอไปอยู่ท่ามกลางคนแบบนั้นจะทำให้ผู้เขียนเสียการโฟกัสในด้านที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นค่ะ เลยรู้สึกว่าต้องทำตัวห่างจากสถานการณ์แบบนั้นดีกว่า และปกติไม่ได้เป็นคนที่ติดโทรศัพท์นะคะ ตอนดูก็รู้ว่าดู ตอนที่ไม่ต้องดูก็รู้ตัวเองและคิดได้ด้วยตัวเองค่ะ ไม่ทำอย่างอื่นพร้อมกับการดูโทรศัพท์ ไม่ไถโทรศัพท์จนไม่หลับไม่นอนนะคะ ซึ่งถ้าถามว่ามีบ้างไหมแบบหลุดโฟกัสด้านการดูแลสุขภาพ คนเราก็ต้องมีบ้างค่ะ เพราะไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้ ก็มีค่ะแบบไปดื่มน้ำหวานเยอะ ดื่มน้ำอัดลมแบบอยากลอง กินอาหารที่มีแป้งเยอะ บางวันไม่ได้กินผักเลยก็มีค่ะ หรือกินบุฟเฟต์แบบแน่นเอี๊ยดก็มี แต่ผู้เขียนไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นทุกวันจนเป็นปกตินิสัยนะคะ ทำแค่อยากรู้เท่านั้น บางที่ก็ซื้อมากินเพราะมีคูปองลดเท่านั้นเอง พอนึกได้ก็กลับมาวงจรของการดูแลตัวเองแบบมีสติและดูแบบองค์รวมเหมือนเดิมค่ะ ที่ตอนนี้กล้าพูดว่าไม่ได้เป็นคนมีความเครียดสะสม และตอนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว ร่างกายพร้อมสำหรับบริจาคเลือดได้ ออกกำลังกายตามที่สนใจสม่ำเสมอค่ะ ปกติเรื่องอาหารผู้เขียนเน้นแบบหาได้ตามท้องถิ่นและมีตามฤดูกาล เป็นคนทำอาหารออกมารสชาติกลางๆ ไม่ชอบอาหารมันและเลี่ยนจัดอยู่แล้วค่ะ ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ติดชาและกาแฟ และเป็นคนที่ไม่ได้แพ้อาหารง่าย จึงกินได้ทุกอย่างก็ว่าได้ และชอบกินอาหารแบบหลากหลายไม่ซ้ำซากค่ะ กินโดยเน้นว่าร่างกายได้อะไรจากการกิน มากกว่าต้องกินอะไรที่เป็นกระแสนะคะ ไม่กินโชว์แต่กินเพื่อดูแลตัวเองค่ะ จริงๆ ก่อนจะจบบทความนี้ผู้เขียนอยากเสนอไว้ว่า ให้ทุกคนลองมีงานอดิเรกเป็นของตัวเอง คือจากที่ได้สังเกตมานั้นการมีงานอดิเรกช่วยได้หลายอย่างมาก ยิ่งเป็นสิ่งที่ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาตยิ่งดีค่ะ เช่น ปลูกผักสวนครัว เพิ่มพื้นที่สีเขียวในที่อยู่อาศัย ได้ดูแลต้นไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปทำให้เราลืมเรื่องที่เรากังวลใจได้ระยะหนึ่ง แล้วมาใช้สมาธิไปกับงานอดิเรก ที่จะช่วยในเรื่องของการลดความเครียดได้ค่ะ เพราะที่นี่ผู้เขียนก็ทำด้วยเหมือนกัน ซึ่งนอกจากจะได้ผักมาดูแลสุขภาพแล้ว ยังได้ขยับร่างกายอัตโนมัติอีกนะคะ ก็ลองดูค่ะทุกคน เพราะปัญหาสุขภาพพอเกิดขึ้นแล้ว จะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว ใครเป็นอะไรก็ไปแก้ไขสิ่งนั้น แต่สิ่งที่หลายคนยังมองไม่ออก คือ พากันไปคิดว่าสุขภาพมีแค่เรื่องการรักษา ทั้งที่จริงแล้วการป้องกันคือด่านแรกของการดูแลตัวเองค่ะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ดูให้ครบทุกมิติทุกด้าน เพราะปัญหาสุขภาพในคน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนปัญหานี้ยังคงอยู่ และอย่าไปคิดว่าเราต้องเรียนจบด้านสุขภาพมาถึงจะดูแลตัวเองได้ดี ความคิดนี้ไม่จริงค่ะ ขอยืนยันเลย เพราะเรื่องสุขภาพเราคนแรกต้องเป็นคนเริ่ม ไม่ใช่หมอ! เพราะหมอเองก็ยังต้องไปแก้ไขเรื่องปัญหาสุขภาพของตัวเองอยู่เลยค่ะ ซึ่งเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน รู้แล้วไม่นำไปลงมือทำ หรือทำแล้วไม่สม่ำเสมอ แบบนี้ก็จะยากขึ้นไปอีกนะคะ ดังนั้นอย่ารอให้เจ็บแล้วค่อยมาคิดอยากทำโน่นทำนี่ ซึ่งจริงๆ ก็ทำได้ แต่จะดีกว่าไหมหากทำตอนนี้เลยทั้งๆ ที่ยังมีร่างกายปกติอยู่ เพราะนั่นคือการป้องกันการเกิดโรคนะคะ #การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม #การส่งเสริมสุขภาพ #การป้องกันโรค #การดูแลตัวเอง #สุขภาพ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Lifestylememory จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK, ภาพที่ 2-3 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน และภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Frimufilms จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 ทริคป้องกันตัวเอง จากยุงเป็นพาหะ ช่วงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน 9 วิธีดูอาหารทะเลสด เลี่ยงเน่าเสีย เลือกยังไงดีสะอาด ปลอดภัย 9 ทริคกินผัก ให้ได้มากกว่าเดิมทุกวันง่ายๆ คนไม่ชอบก็ทำได้