ช่วงนี้คำว่า "บลัชเจลลี่" วนในฟีดแทบทุกวัน กระแส Gummy Beauty ดูเหมือนจะดึงให้คนหันมาสนใจบลัชออนเนื้อเจลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนจะหยิบขึ้นมาลอง รู้ไหมว่าเนื้อเจลกับเนื้อผงที่คุ้นมือต่างกันตรงไหน และแบบไหนถึงเหมาะกับผิวคุณจริงๆ บทความนี้ตอบให้ครบทั้งสองคำถาม พร้อมเทคนิคทาให้สีติดอยู่ทั้งวัน เนื้อเจล vs เนื้อผง ต่างกันตรงไหน หลายคนเห็นบลัชสองแบบวางข้างกันแล้วไม่รู้จะเลือกอะไร ความต่างหลักอยู่ที่เนื้อสัมผัสและลักษณะการผสมกับผิว บลัชออนเนื้อเจล/เจลลี่ เนื้อเหนียวนุ่ม จิ้มแล้วติดนิ้วคล้ายวุ้น บรรจุในกระปุกหรือหลอดบีบ บางรุ่นเป็นสติ๊ก ผสมกับผิวด้วยนิ้วหรือสปันจ์ชื้น ให้ฟินิชแบบชุ่มฉ่ำ กลมกลืนกับผิว เห็นผลทันทีแม้ใช้ปริมาณน้อย ต้องเบลนด์เร็วก่อนเนื้อแห้งตัว บลัชออนเนื้อผง เนื้อแห้ง ใช้กับแปรงปัดเป็นหลัก บรรจุในตลับแบน มีกระจกส่องมาพร้อม ปรับระดับความเข้มได้ง่าย ค่อยๆ ซ้อนสีทีละชั้น ทนน้ำน้อยกว่าเจล แต่แต่งซ้ำหรือ blend ออกได้สะดวกกว่า สรุปสั้นๆ: เจลให้ลุคฉ่ำ เป็นธรรมชาติ เหมือนสีผิวจากด้านใน — ผงให้ลุคแมตต์หรือซาตินได้ตามต้องการ ทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน ขึ้นอยู่กับสไตล์และประเภทผิว เลือกเนื้อไหนให้เหมาะผิว ผิวมัน: เลือกเจลสูตรน้ำหนักเบา oil-free หรือเนื้อบางใสที่ไม่เพิ่มความมัน ถ้าผิวมันมากควรเซ็ตด้วยแป้งฝุ่นก่อนทา มิเช่นนั้นเนื้อเจลจะเคลื่อนตัวตามความมันได้ง่าย บลัชเจลสูตร water-based ที่บรรจุในหลอดบีบจะยิ่งเหมาะกว่ารุ่นที่มีส่วนผสมน้ำมัน ผิวแห้ง: เนื้อเจลเหมาะมากเพราะให้ฟินิชชุ่มฉ่ำ กลมกลืนกับผิวดีกว่าผงที่อาจจับเป็นคราบตามรอยแห้ง เลือกเนื้อเนียนนุ่ม หรือเจลที่มีส่วนผสมของ glycerin/ไฮยาลูรอน ซึ่งทำให้เนื้อลื่นขึ้นขณะเบลนด์ ผิวผสม: ยืดหยุ่นได้ทั้งสองแบบ ถ้าอยากลองเจลให้เริ่มจากสูตรเบาๆ แล้วดูว่าบริเวณ T-zone รับได้ไหม ทางลัดคือใช้ผงแต่งแต้มที่บริเวณมันก่อน แล้วใช้เจลที่แก้ม เพื่อให้ได้ทั้งความฉ่ำและการควบคุมความมันในจุดที่ต้องการ เทคนิคทาบลัชเจลให้ติดทน ไม่หลุดล่อน บลัชเจลมีชื่อเสียงเรื่องหลุดเร็วถ้าใช้ผิดวิธี จริงๆ แล้วแค่ปรับลำดับขั้นตอนก็อยู่ได้ทั้งวัน 1. เตรียมพื้นผิวก่อนทาเสมอ ทา moisturizer ให้ซึมหมดก่อน ถ้าผิวมันให้รอจน primer แห้งสนิท ผิวที่ยังชุ่มน้ำมันเกินไปจะทำให้เจลไม่จับ ถ้าวันไหนอยากให้อยู่ทนเป็นพิเศษ กดแป้งฝุ่นบางๆ ที่แก้มก่อนแล้วค่อยทับด้วยบลัชเจล วิธีนี้สร้าง "ฐาน" ให้สีเกาะ 2. จิ้มและเบลนด์ด้วยนิ้ว จิ้มบลัชเจลปริมาณน้อยกว่าที่คิด (เมล็ดถั่วเขียว) แตะที่แก้มสูงสุด 2–3 จุด แล้วใช้นิ้วโป้งหรือนิ้วกลางแตะ-หมุนเบลนด์ออกเป็นวงกลม ความอุ่นของนิ้วช่วยให้เนื้อเจลกระจายตัวได้ลื่นกว่าแปรง ถ้าใช้สปันจ์ชื้นให้เบลนด์โดยกด-ยกแทนการขัด เพราะขัดจะดึงเนื้อออก 3. ลำดับการซ้อนกับเครื่องสำอางอื่น บลัชเจลควรทาหลัง foundation และก่อน setting powder ห้ามทาทับแป้งแมตต์ที่ตั้งหน้าแล้ว เพราะผิวหน้าแห้งเกินไปจะทำให้เจลไม่เกาะ ถ้าใช้ทั้งบลัชผงและเจลในวันเดียวกัน ให้ใช้เจลก่อนแล้วทับด้วยผงเพื่อซ้ำสีและล็อกชั้น 4. ล็อคด้วยแป้งฝุ่นปิดท้าย หลังทาบลัชเจลและ blend เรียบร้อยแล้ว กดแป้งฝุ่นบางๆ ทับด้านบนอีกครั้ง แค่นั้นจะยืดอายุให้อยู่ได้นาน 6–8 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องเลือกแป้งราคาสูง สัญญาณที่บอกว่าเจลลอตนี้ควรเปลี่ยน บลัชเจลมีอายุการใช้งานสั้นกว่าเนื้อผงเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ รู้จักสัญญาณเหล่านี้ไว้จะได้ไม่เสียเงินโดยใช่เหตุ สีเปลี่ยนหรือคล้ำลงผิดปกติ — เจลที่ออกซิไดซ์จะให้สีผิดจากตอนแรก ลองแตะทดสอบบนมือดูก่อนทาหน้า เนื้อแยกชั้น หรือมีน้ำขังอยู่บนหน้ากระปุก — นั่นคือส่วนผสมเริ่มแยกตัว คนไม่ได้เท่ากันหมด บางครั้งกวนแล้วกลับมาได้ แต่ถ้าสีหรือเนื้อยังผิดปกติหลังคน ถึงเวลาทิ้ง กลิ่นผิดปกติหรือเปรี้ยวกว่าตอนซื้อ — เจลที่หมดอายุหรือถูกเปิดไว้นานโดยไม่ปิดฝาสนิทจะมีกลิ่นเปลี่ยนได้ชัด ใช้ต่อไปอาจเปลืองเงินเพราะสีไม่ได้คุณภาพเดิม เก็บบลัชเจลในที่อุณหภูมิปกติ ไม่โดนแดดโดยตรง และปิดฝาทุกครั้งหลังใช้จะยืดอายุได้นานขึ้น สรุปแล้ว ไม่มีเนื้อไหน "ดีกว่า" กันตายตัว — เจลเหมาะกับคนชอบลุคฉ่ำเป็นธรรมชาติและผิวแห้ง ส่วนผงยืดหยุ่นได้กว่าในเรื่องการแต่งซ้ำและบนผิวมัน รู้จักของก่อนแล้วเลือกให้เหมาะ แค่นั้นก็ใช้ได้คุ้มขึ้นเยอะ ใครเคยลองบลัชเจลแล้วชอบเนื้อไหนเป็นพิเศษ หรือมีเทคนิคทาให้ติดทนที่แตกต่างออกไป แชร์ไว้ในคอมเมนต์ได้เลย รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. แท็ก: #บลัชออน #บลัชเจล #เมคอัพ #ความงาม #เทคนิคแต่งหน้า #ผิวมัน #ผิวแห้ง #GummyBeauty เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !